2006/Apr/17

พิธีกรรมเกี่ยวกับการสร้างหลักเมือง


จากบันทึกของนายสมจิตร ทองสมัคร หนึ่งในคณะผู้ริเริ่มการก่อสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่านับตั้งแต่เทวดารักษาเมืองได้สร้างความอัศจรรย์ด้วยการมาประทับทรงบอกกล่าวให้พันตำรวจเอกสรรเพชญ ธรรมาธิกุล (ยศในขณะนั้น) และคณะดำเนินการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา ได้มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินไปตามคำบอกกล่าวของเทวดารักษาเมืองทุกขั้นตอนเป็นลำดับมา ดังนี้


1. พิธีกรรมเผาดวงชะตาเมือง ณ ป่าช้าวัดชะเมา ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการล้างอาถรรพณ์ดวงชะตาเมืองเดิมซึ่งเรียกว่าดวงราหูชิงจันทร์หรือดวงภินธุบาทว์ ลักษณะดวงดาวเสาร์ซึ่งเป็นดาวภัยเล็งจุดกำเนิดวางดาวอังคารให้อยู่ในภพที่ห้า เจ้าของดวงชะตาเช่นนี้เหมือนถูกสาป อาภัพอัปภาคย์ บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องทัณฑ์ไม่หยุดหย่อน เดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองไม่นานก็เสื่อมทรามตกต่ำ การเผาดวงชะตาครั้งนี้ใช้ เพชฌฆาตฤกษ์ คือเลยเที่ยงคืนไป 1 นาที ของปลายปี 2528
2. พิธีลอยชะตาเมือง เพื่อทำลายดวงชะตาเมืองเดิม ทำแพจากต้นกล้วยเถื่อน เก็บดินสี่มุมเมือง น้ำห้าท่า ดาบเก่าสี่เล่ม รูปคนทำด้วยดินปั้นสี่รูป เสาไม้ตะเคียนทางหนึ่งต้น พญาโหราเรียกอาถรรพ์จัญไรบรรจุลงสู่ต้นตะเคียนทอง เสกคาคาลงยันต์ครบถ้วนแล้วนำไปลอยที่ปากน้ำปากนคร

3. พิธีกรรมสะกดหินหลัก ณ บริเวณฐานพระสยม ตลาดท่าชี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง หินหลักเป็นสิ่งพวกพราหมณ์ดั้งเดิมฝังอาถรรพณ์เสนียดจัญไรเอาไว้สร้างความวิบัติเสื่อมเสียแก่เมืองนครศรีธรรมราชตลอดมา

4. พิธีปลุกยักษ์วัดพระบรมธาตุ ยักษ์สองตนที่บันไดทางขึ้นองค์พระบรมธาตุ ถูกปลุกให้ตื่นมาทำหน้าที่รักษาบ้านเมืองหลังจากถูกอาถรรพณ์สะกดมานาน นอกจากนั้นยังปลุกเทวดา พระปัญญา พระพวย และพระมหากัจจายนะ(พระแอด)อีกด้วย

5. พิธีปลุกพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองซึ่งสถิตอยู่ ณ หอพระพุทธสิหิงค์ ซึ่งหลับใหลมานานปีให้ตื่นขึ้นช่วยบ้านช่วยเมือง

6. พิธีกรรมพลิกธรณี กระทำที่ริมรั้วป่าช้าวัดชะเมา พลิกดินที่ชั่วร้ายสกปรกฝังไว้เบื้องล่าง เอาดินดีขึ้นมาไว้เบื้องบน เพื่อบ้านเมืองจะมีความร่มเย็นเป็นสุข เจริญรุ่งเรืองต่อไปวันข้างหน้า

7. พิธีกรรมเทพชุมนุมตัดชัย ณ วิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2529 เวลา 12.39 น. ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้นเจ็ดค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู นับเป็นพิธีกรรมสำคัญยิ่งดำเนินการตามแบบอย่างของชาวเมืองสิบสองนักษัตรโบราณจากคำบอกกล่าวของพญาหลวงเมือง การพิธีครั้งนั้นมีพระเทพวราภรณ์(พระธรรมรัตโนภาสในปัจจุบัน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นประธานฝ่ายฆราวาส จุดมุ่งหมายของพิธีกรรมนี้นอกจากเพื่อสร้างสวัสดิมงคลแก่จังหวัดนครศรีธรรมราชจากการเจริญพระพุทธมนต์และแสดงพระธรรมเทศนาของพระสงฆ์แล้ว เทวดารักษาบ้านรักษาเมืองยังมาชุมนุมเสกผ้ายันต์สิบสองนักษัตร จำนวน 3,000 ผืน เขียนผ้ายันต์จำนวน 108 ผืน และประกาศบอกกล่าวแก่ผู้คนให้ช่วยกันสร้างหลักเมือง

8. พิธีกรรมตอกหัวใจสมุทร เพื่อให้ดวงชะตาเมืองถูกบรรจุด้วยธาตุทั้งสี่ครบถ้วน กระทำ ณ สี่แยกคูขวาง เมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2529 ตรงกับแรมสิบสองค่ำเดือนยี่ เวลาประมาณ 18.30 น.เศษ โดยนายอเนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น เป็นประธานแทน ฯพณฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ การที่เลือกบริเวณกลางสี่แยกคูขวางเป็นจุดตอกหัวใจสมุทรเพราะจุดดังกล่าวได้ศูนย์กับองค์พระบรมธาตุ ภูเขามหาชัย และได้ศูนย์กับทิศทั้งแปดตามตำราของชาวเมืองสิบสองนักษัตร

9. พิธีฝังหัวใจเมือง กระทำเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2529 ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 11 ค่ำเดือนสี่ ปีฉลู เวลา 11.39 น. ณ จุดตอกหัวใจสมุทร ด้วยการขุดหลุมลึก 9 ศอก จนถึงน้ำ เจ้าพิธีอ่านโองการ อุปกรณ์พิธีกรรมฝังหัวใจเมืองประกอบด้วยสิ่งของ 7 ชนิด คือ หัวใจเมือง ทำด้วยดินเผาผสมทรายหาดทรายแก้วจากวัดพระมหาธาตุฯ มีจำนวน 7 ชิ้น แต่ละชิ้นกว้าง 9 นิ้ว ยาว 9 นิ้ว หนา 2 นิ้ว เขียนดวงชะตาเมืองหัวใจเมือง มีอยู่สามชิ้นที่ได้นำเอาโลหะมงคล ทอง เงิน นาค (สามกษัตริย์) ปิดหน้าคั่นกลางระหว่างแผ่นหัวใจเมือง แผ่นไม้ตะเคียนทอง กว้าง-ยาว 12 นิ้ว รองรับแผ่นหัวใจเมือง แผ่นไม้นี้องค์จตุคามรามเทพกรีดเลือดจุ่มเขียนคาถาอาคม หัวใจพ่อ-หัวใจแม่ ทำจากไม้ตะเคียนทองกลึงเป็นรูปบัวตูม ยาวประมาณ 1 ศอก จำนวน 2 อัน ฝังลงในหลุมรวมกับแผ่นหัวใจเมือง ดินจากทุกตำบลทุกหมู่บ้านในเมือง 12 นักษัตร ที่ประชาชนนำมาใส่ลงในหลุมด้วย วัตถุธาตุ แทนธาตุสี่ ประกอบด้วยถ่าน(แทนธาตุไฟ) เกลือ(แทนธาตุน้ำ) ข้าวเปลือก(แทนธาตุลม) ทราย (แทนธาตุดิน) พญาไม้มงคล 9 ชนิด ได้แก่ ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ กีนเกรา สัก ทรงบาดาล พยุง ทองหลากหรือทองหลาง ไผ่สีสุก และขนุนทอง ผ้าสี 12 ผืน ผืนละสี วางก้นหลุมเป็นลำดับแรก ทุกย่างใส่ลงในหลุม ทั้งหมด

10. พิธีกรรมปฏิมากรรม(แกะสลัก)หลักเมือง ด้วยไม้ตะเคียนทองทั้งต้น ณ บ้านพักผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดในสมัยนั้น

11. พิธีเบิกเนตรหลักเมือง พิธีกรรมนี้กระทำกันต่อเนื่องถึง 3 วัน คือวันที่ 3-5 มีนาคม 2530 วันที่ 3 มีนาคม อัญเชิญหลักเมืองที่แกะสลักเรียบร้อยแล้วไปประดิษฐานที่วิหารหลวง วัดพระมหาธาตุฯ หลังจากพระเถระเจริญพระพุทธมนต์ และเจ้าพิธีรำกระบี่โบราณถวายสักการะแล้วก็เคลื่อนขบวนแห่สู่ไปตามถนนราชดำเนินไปยังตลาดท่าวัง แล้ววกกลับสู่สนามหน้าเมือง อัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ที่ประดิษฐานชั่วคราว ให้ประชาชนสักการะ ขบวนแห่ในวันนั้นยิ่งใหญ่มาก มีขบวนช้าง-ม้า ศิลปินพื้นบ้าน กลุ่มพลังมวลชนต่างๆ วงดุริยางค์ และประชาชนจากทั่วสารทิศ ขบวนยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ประชาชนคอยชมขบวนมืดฟ้ามัวดินเป็นประวัติการณ์ วันที่ 4 มีนาคม 2530 เวลา 10.30 น. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมารับมอบหลักเมืองเป็นของทางราชการ วันที่ 5 มีนาคม 2530 ตอนค่ำมีพิธีสงฆ์ จากนั้นเจ้าพิธีคือพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดชอ่านโองการเชิญเทวดา ประธาน(รมช.สัมพันธ์ ทองสมัคร)จุดเทียนชัย เจ้าพิธีทำพิธีเบิกเนตรหลักเมืองทั้งแปดทิศ อันเป็นการประจุจิตวิญญาณของเทวดารักษาเมืองเข้าไปสิงสถิตภายในเสาหลักเมืองให้สามารถรับรู้เหตุการณ์และคุ้มครองดูแลได้รอบทิศ จากนั้น มีการจุดพลุสักการะ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนร่วมปิดทองสักการะ เป็นเสร็จพิธี

12. พิธีการเจิมยอดชัยหลักเมือง พิธีกรรมสำคัญยิ่งและถือเป็นมงคลสูงสุดคือการทรงเจิมยอดชัยหลักเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย(นายพิศาล มูลศาสตร์สาทร) นำคณะอันประกอบด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัด(นายอำนวย ไทยานนท์) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(นายกำจร สถิรกุล) เลขาธิการคณะรัฐมนตรี(นายอนันต์ อนันตกูล) วุฒิสมาชิก (นายศิริชัย บุลกุล) พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนผู้ร่วมจัดสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท นำยอดชัยหลักเมืองเพื่อทรงเจิม ในวันที่ 3 สิงหาคม 2530 ยอดชัยหลักเมืองที่ทรงเจิมในวันนั้น นอกจากของจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ยังมีหลักเมืองจังหวัดชัยนาท และจังหวัดศรีสะเกษ อีกด้วย

นายสัมพันธ์ ทองสมัคร ได้บันทึกเหตุการณ์วันนั้นไว้ ความตอนหนึ่ง ดังนี้

...คราวนั้นคณะกรรมการสร้างหลักเมืองได้นำวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นตามแบบแผนโบราณจำนวน 13 ชนิด พร้อมด้วยภาพถ่ายหลักเมืองน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายในครั้งนั้นด้วย

ผมเองเป็นกังวลใจมาก เพราะว่าผู้ซึ่งเตรียมไว้ว่าจะต้องทำหน้าที่กราบบังคมทูลคือท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช เจ้าพิธีโดยตรง แต่ก่อนหน้าจะถึงกำหนดเข้าเฝ้าฯ ท่านขุนพันธ์ฯ ประสบเหตุตัวต่อต่อยเอาที่ใบหน้าอักเสบ ไม่สามารถจะเข้าเฝ้าฯได้ จังหวัดฯโดยท่านรองฯอำนวย ไทยานนท์ ได้ขอผมไปทำหน้าที่แทน ผมกังวลเพราะไม่ทราบเรื่องวัตถุมงคล 13 ชิ้นว่าเป็นอย่างไร

ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อ่านคำกราบบังคมทูล เกี่ยวกับการสร้างหลักเมืองและวัตถุมงคลที่ได้ส้รางในพิธีกรรมสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชด้วย เมื่อทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมยอดเสาหลักเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงมีรับสั่งให้ตามเสด็จฯไปยังบริเวณที่วางวัตถุมงคลที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ

ทรงเริ่มทอดพระเนตรตั้งแต่ชิ้นแรก เป็นภาพถ่ายเสาหลักเมืองนครฯ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า หลักเมืองกรุงเทพฯ คนนครฯ มาร่วมช่วยสร้างเหมือนกัน เพราะเขาเข้าใจเรื่องการสร้างหลักเมือง มีเทวดาเหาะรอบๆ ยอดเสาหลักเมืองอยู่ 8 องค์ แต่หลักเมืองนครฯที่สร้างขึ้นครั้งนี้ เทวดาไม่ได้เหาะ แต่แกะสลักไว้ที่ยอดเสาหลักเมืองให้เฝ้าทิศทั้งแปด

จากนั้นได้ทอดพระเนตรวัตถุมงคลทุกชิ้นพร้อมกับทรงอธิบายให้ผมฟังถึงความเป็นมาและการใช้สอยเกี่ยวกับของแต่ละชิ้นได้อย่างลึกซึ้งประหนึ่งทรงอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจในพระปรีชาญาณยิ่งนัก

จนกระทั่งถึงชิ้นที่ 13 เป็นขี้ผึ้งที่บรรจุในภาชนะรูปคล้ายผอบทำด้วยถมทอง ขนาดไม่โตนัก ผมเองประหวั่นว่าจะมีรับสั่งถามเกรงว่าจะกราบบังคมทูลไม่ถูก เพราะไม่ทราบคำราชาศัพท์ของคำว่า ขี้ผึ้ง

แล้วก็ทรงมีพระกระแสรับสั่งถามพร้อมทรงชี้ไปที่ผอบว่า นี่อะไร ผมกราบทูลว่า เป็นถมทอง ศิลปะดั้งเดิมของชาวนครศรีธรรมราช ทรงมีพระราชกระแสว่า ถมทองของเมืองนครฯนี่เรารู้จัก เราใช้อยู่ ข้างในเป็นอะไร ผมกราบบังคมทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบคำราชาศัพท์ แต่ชาวบ้านเรียกว่า ขี้ผึ้ง พระพุทธเจ้าข้า

ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า สีผึ้ง สมัยโบราณคนเมืองนคร หรือชาวศรีวิชัย เมื่อจะไปเจรจาเรื่องสำคัญกับใครจะใช้สีผึ้งสีริมฝีปากแล้วไปเจรจา

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้เป็นที่ประจักษ์ว่าทรงมีพระปรีชาญาณรอบรู้จริง เพราะจากเอกสารที่ฝ่ายพิธีกรรมสร้างหลักเมืองทำขึ้น ก็ได้กล่าวถึงเรื่องขี้ผึ้งในลักษณะตามที่ทรงมีพระกระแสรับสั่งทุกประการ..

13. พิธีแห่ยอดชัยหลักเมือง วันที่ 4 สิงหาคม 2530 เป็นการต้อนรับยอดชัยหลักเมืองซึ่งคณะโดยการนำของรองผู้ว่าราชการจังหวัด(นายอำนวย ไทยานนท์)นำมาจากกรุงเทพมหานคร โดยแห่จากสนามบินกองทัพภาคที่ 4 นายังสนามหน้าเมือง มีขบวนช้างศึก ม้าศึกและประชาชนจำนวนมาก

14. พิธีอัญเชิญหลักเมืองขึ้นสู่ศาลถาวร โดยผู้ว่าราชการจังหวัด(นายนิพนธ์ บุญภัทโร ) เป็นประธาน

15. พิธีสวมยอดชัยหลักเมือง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2531 โดยพลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นประธาน

16. พิธีเททองปลียอดศาลหลักเมืองและศาลบริวาร เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2541 โดยมี ฯพณฯ บัญญัติ บรรทัดฐาน ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นประธาน

Comment

Comment:

Tweet


cry double wink surprised smile question sad smile big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue embarrassed question surprised smile wink double wink cry
#1 by (125.27.176.157) At 2009-11-22 08:34,