2006/Apr/21

ประติมากรรมสมัยศรีวิชัยที่งดงามที่สุด


บทความจาก อนุสาร อ.ส.ท. มีนาคม 2544

อวโลกิเตศวร..... พบที่สนามหญ้าตรงหน้าบริเวณกำแพงพระบรมธาตุออกไป สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงเสด็จมาพบด้วยพระองค์เอง ผู้ที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในเวลานั้นเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านทอดพระเนตรเห็นตั้งแต่บนหลังช้าง ช้างยังไม่ทันจะทรุดตัวลงอย่างเรียบร้อย ท่านก็รีบลงอย่างกะว่าหล่นลงมา ตรงไปอุ้มรูปนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง
จากหนังสือแนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน โดยพระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)

อวโลกิเตศวรที่กล่าวถึงนี้ก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดสมัยศรีวิชัยขนาดใหญ่เท่าตัวคน ชำรุดเหลือครึ่งท่อน มี 2 กร สูง 114 เซนติเมตร ได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมชิ้นที่งดงามที่สุดในศิลปะศรีวิชัย (อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13 - 18 ) สภาพเดิมก่อนที่จะพบนั้นถูกทิ้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้ากำแพงวัดพระบรมธาตุไชยาฯ เนื่องจากคนรุ่นหลังไม่ทราบว่าเป็นประติมากรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อเห็นว่ามิใช่พระพุทธรูป และอยู่ในสภาพชำรุดหักพังเพียงครึ่งองค์จึงไม่มีผู้ใดสนใจ จนกระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาที่วัดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2448 จึงได้อัญเชิญไปไว้ที่พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครเมื่อปี พ.ศ. 2549 ในสมัยรัชกาล ที่ 7 จึงได้นำไปจัดตั้งแสดงเป็นศิลปะชิ้นสำคัญ ประจำที่พิพิธภัณฑ์ ฯ สืบมา

ตามความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายานนิยม สร้างรูปพระโพธิสัตว์เป็นที่เคารพบูชา เพราะเชื่อกันว่าพระโพธิสัตว์มีหน้าที่ช่วยเหลือ ผู้ให้แสงสว่าง และผู้สอนพระธรรม แต่ก็ยังมีลักษณะทางโลกปะปนด้วย การสร้างสมัยแรกๆ เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย นิยมสร้างให้มีลักษณะเป็นแบบกษัตริย์ ต่อมาได้สร้างให้มีลักษณะเป็นนักบวชมากขึ้น มีแต่ชฎามงกุฎเท่านั้นที่เหมือนกัน จากนั้นได้มีวิวัฒนาการในเรื่องเครื่องประดับตกแต่งมากยิ่งขึ้น มี 2 กรบ้าง 4 กรบ้าง วิธีสังเกตว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรดูได้จากพระพุทธรูปองค์เล็กเหนือศิราภรณ์และถือดอกบัว ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยจะมีสถูป หรือเจดีย์องค์เล็กๆ เหนือศิราภรณ์และถือดอกชบา

ในเมืองไทยได้พบพระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมากที่ภาคใต้ มีทั้งขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่เท่าคนจริง มีทั้งประทับนั่งและประทับยืน มี 2 กร และ 4 กร ที่พบมาก ได้แก่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา อำเภอเมืองฯ และอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะประติมากรรมชิ้นเอกล้วนพบที่อำเภอไชยาทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมที่ได้รับอิทธิพล จากศิลปะอินเดีย ซึ่งแพร่หลายเข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา มีทั้งที่เป็นศิลปะสมัยคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ 9-13) และสมัยปาละ (พุทธศตวรรษที่ 13-17) นอกจากนี้ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับชิ้นที่พบในเกาะชวาภาคกลาง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียเช่นเดียวกัน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์ที่พบที่พระบรมธาตุไชยาได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมที่งดงามที่สุดในศิลปะสมัยศรีวิชัย มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่14 แม้จะชำรุดและเหลืออยู่เพียงครึ่งองค์ แต่ก็ยังมีร่องรอยความงดงามปรากฏอยู่ในท่าเอียงสะโพก หรือตริภังค์ นุ่งห่มลำตัวท่อนบนด้วยหนังกวาง มีรูปช้างและกวางอยู่ที่พระอังสาซ้าย มีลักษณะแบบเดียวกับยุวราช ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างงดงามคล้ายกับศิลปะในราชวงศ์ไศเลนทร์ชองชวาภาคกลางในประเทศอินโดนีเซีย พระพักตร์แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่อ่อนโยน สมดังพระนาม

พระเป็นเจ้าผู้คอยดูแลคุ้มครองมวลสรรพชีวิตด้วยพระเมตตาจากเบื้องบน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์จริงแม้จะถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่ก็ได้จำลององค์เหมือนจริงทุกอย่างไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับผู้สนใจจะชมพร้อมกับโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระบรมธาตุไชยาวรวิหาร พระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเมือปี พ.ศ. 2478 ต่อมาพระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยาฯ เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างอาคารถาวรหลังแรก สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2495 ต่อมากรมศิลปากรได้งบประมาณสร้างอาคารหลังที่ 2 และทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2525 มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณคดี

อาคารพิพิธภัณฑ์หลังแรกแบ่งเป็น 2 ส่วน จัดแสดงรูปจำลองประติมากรรมรูปเคารพที่พบในอำเภอไชยา และใช้เป็นที่จัดนิทรรศการพิเศษชั่วคราว ส่วนอาคารหลังที่ 2 แบ่งเป็น 5 ส่วน เป็นการแสดงตามหลักวิชาการเกี่ยวกับศิลปวัตถุ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การแสดงศิลปวัตถุเนื่องในพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การจัดแสดงพระพุทธรูปและสิ่งของที่ทำด้วยเงินและทองคำ ที่มีผู้นำมาถวายพระบรมธาตุไชยา การแสดงศิลปะพื้นบ้านและการแสดงเครื่องอัฐบริขารประเภทต่างๆ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 09.00-16.00 นาฬิกา หยุดทุกวันจันทร์ วันอังคาร และวันนักขัตฤกษ์

Comment

Comment:

Tweet


ขอบคุณมากๆค่ะที่ให้ความรู้
ไปทำการบ้านopen-mounthed smile open-mounthed smile
#2 by แนน (118.173.24.235) At 2010-06-19 14:16,
เข้ามาอ่านความรู้ค่ะ...
แหม...เพิ่งสอบเรื่องพวกนี้เสร็จ...หลอนจริงๆ
#1 by kororo At 2006-04-22 07:13,