CHAIYA

ประติมากรรมสมัยศรีวิชัยที่งดงามที่สุด


บทความจาก อนุสาร อ.ส.ท. มีนาคม 2544

อวโลกิเตศวร..... พบที่สนามหญ้าตรงหน้าบริเวณกำแพงพระบรมธาตุออกไป สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงเสด็จมาพบด้วยพระองค์เอง ผู้ที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงในเวลานั้นเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านทอดพระเนตรเห็นตั้งแต่บนหลังช้าง ช้างยังไม่ทันจะทรุดตัวลงอย่างเรียบร้อย ท่านก็รีบลงอย่างกะว่าหล่นลงมา ตรงไปอุ้มรูปนี้ขึ้นด้วยพระองค์เอง
จากหนังสือแนวสังเขปของโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน โดยพระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)

อวโลกิเตศวรที่กล่าวถึงนี้ก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสำริดสมัยศรีวิชัยขนาดใหญ่เท่าตัวคน ชำรุดเหลือครึ่งท่อน มี 2 กร สูง 114 เซนติเมตร ได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมชิ้นที่งดงามที่สุดในศิลปะศรีวิชัย (อายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13 - 18 ) สภาพเดิมก่อนที่จะพบนั้นถูกทิ้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้ากำแพงวัดพระบรมธาตุไชยาฯ เนื่องจากคนรุ่นหลังไม่ทราบว่าเป็นประติมากรรมในพระพุทธศาสนา เมื่อเห็นว่ามิใช่พระพุทธรูป และอยู่ในสภาพชำรุดหักพังเพียงครึ่งองค์จึงไม่มีผู้ใดสนใจ จนกระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาที่วัดนี้เมื่อปี พ.ศ. 2448 จึงได้อัญเชิญไปไว้ที่พระราชวังดุสิต กรุงเทพมหานคร ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครเมื่อปี พ.ศ. 2549 ในสมัยรัชกาล ที่ 7 จึงได้นำไปจัดตั้งแสดงเป็นศิลปะชิ้นสำคัญ ประจำที่พิพิธภัณฑ์ ฯ สืบมา

ตามความเชื่อของศาสนาพุทธลัทธิมหายานนิยม สร้างรูปพระโพธิสัตว์เป็นที่เคารพบูชา เพราะเชื่อกันว่าพระโพธิสัตว์มีหน้าที่ช่วยเหลือ ผู้ให้แสงสว่าง และผู้สอนพระธรรม แต่ก็ยังมีลักษณะทางโลกปะปนด้วย การสร้างสมัยแรกๆ เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย นิยมสร้างให้มีลักษณะเป็นแบบกษัตริย์ ต่อมาได้สร้างให้มีลักษณะเป็นนักบวชมากขึ้น มีแต่ชฎามงกุฎเท่านั้นที่เหมือนกัน จากนั้นได้มีวิวัฒนาการในเรื่องเครื่องประดับตกแต่งมากยิ่งขึ้น มี 2 กรบ้าง 4 กรบ้าง วิธีสังเกตว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรดูได้จากพระพุทธรูปองค์เล็กเหนือศิราภรณ์และถือดอกบัว ส่วนพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยจะมีสถูป หรือเจดีย์องค์เล็กๆ เหนือศิราภรณ์และถือดอกชบา

ในเมืองไทยได้พบพระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมากที่ภาคใต้ มีทั้งขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่เท่าคนจริง มีทั้งประทับนั่งและประทับยืน มี 2 กร และ 4 กร ที่พบมาก ได้แก่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา อำเภอเมืองฯ และอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะประติมากรรมชิ้นเอกล้วนพบที่อำเภอไชยาทั้งสิ้น ส่วนใหญ่เป็นประติมากรรมที่ได้รับอิทธิพล จากศิลปะอินเดีย ซึ่งแพร่หลายเข้ามาพร้อมกับการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา มีทั้งที่เป็นศิลปะสมัยคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ 9-13) และสมัยปาละ (พุทธศตวรรษที่ 13-17) นอกจากนี้ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกันกับชิ้นที่พบในเกาะชวาภาคกลาง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียเช่นเดียวกัน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์ที่พบที่พระบรมธาตุไชยาได้ชื่อว่าเป็นประติมากรรมที่งดงามที่สุดในศิลปะสมัยศรีวิชัย มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่14 แม้จะชำรุดและเหลืออยู่เพียงครึ่งองค์ แต่ก็ยังมีร่องรอยความงดงามปรากฏอยู่ในท่าเอียงสะโพก หรือตริภังค์ นุ่งห่มลำตัวท่อนบนด้วยหนังกวาง มีรูปช้างและกวางอยู่ที่พระอังสาซ้าย มีลักษณะแบบเดียวกับยุวราช ตกแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างงดงามคล้ายกับศิลปะในราชวงศ์ไศเลนทร์ชองชวาภาคกลางในประเทศอินโดนีเซีย พระพักตร์แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่อ่อนโยน สมดังพระนาม

พระเป็นเจ้าผู้คอยดูแลคุ้มครองมวลสรรพชีวิตด้วยพระเมตตาจากเบื้องบน

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์จริงแม้จะถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แต่ก็ได้จำลององค์เหมือนจริงทุกอย่างไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับผู้สนใจจะชมพร้อมกับโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระบรมธาตุไชยาวรวิหาร พระครูโสภณเจตสิการาม (เอี่ยม) เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเมือปี พ.ศ. 2478 ต่อมาพระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยาฯ เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างอาคารถาวรหลังแรก สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2495 ต่อมากรมศิลปากรได้งบประมาณสร้างอาคารหลังที่ 2 และทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2525 มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทประวัติศาสตร์ ศิลปะและโบราณคดี

อาคารพิพิธภัณฑ์หลังแรกแบ่งเป็น 2 ส่วน จัดแสดงรูปจำลองประติมากรรมรูปเคารพที่พบในอำเภอไชยา และใช้เป็นที่จัดนิทรรศการพิเศษชั่วคราว ส่วนอาคารหลังที่ 2 แบ่งเป็น 5 ส่วน เป็นการแสดงตามหลักวิชาการเกี่ยวกับศิลปวัตถุ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การแสดงศิลปวัตถุเนื่องในพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การจัดแสดงพระพุทธรูปและสิ่งของที่ทำด้วยเงินและทองคำ ที่มีผู้นำมาถวายพระบรมธาตุไชยา การแสดงศิลปะพื้นบ้านและการแสดงเครื่องอัฐบริขารประเภทต่างๆ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 09.00-16.00 นาฬิกา หยุดทุกวันจันทร์ วันอังคาร และวันนักขัตฤกษ์

พระบรมธาตุไชยา


วัดพระบรมธาตุไชยาเป็นวัดโบราณ สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารที่แน่ชัด สิ่งสำคัญที่สุดภายในวัด ได้แก่พระบรมธาตุเจดีย์ รูปแบบสถาปัตยกรรมศิลปะศรีวิชัยที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ด้วยเหตุนี้นักประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะและนักโบราณคดีหลายท่าน อาทิ ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี นายมานิต วัลลิโภดม พระธรรมโกศาจารย์ ( พุทธทาสภิกขุ ) จึงเชื่อว่าไชยาน่าจะเป็นกรุงศรีวิชัยตามที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกที่ 23 เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุ โบราณสถานสมัยศรีวิชัยเป็นจำนวนมาก

วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร
ที่ตั้ง หมู่ 3 ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
พิกัดแผนที่
เส้นรุ้งที่ 9 องศา 22 ลิปดา 58 ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวงที่ 99 องศา 11 ลิปดา 13 ฟิลิปดาตะวันออก ระวางที่ 4827 IV อำเภอไชยา

ประวัติความเป็นมา
วัดพระบรมธาตุไชยา เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฏร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารมหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ . ศ . 2491 มีนามว่า วัดพระธาตุไชยา และต่อมาทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เลื่อนฐานะวัดพระธาตุไชยาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหารและพระราชทานนามใหม่ว่า วัดบรมธาตุไชยา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ . ศ . 2500

วัดพรระบรมธาตุไชยาแห่งนี้เดิมเคยปรักหักพังรกร้างมาระยะหนึ่งจนกระทั่งพระครูโสภณเจตสิการาม ( หนู ติสโส ) เจ้าคณะเมืองไชยา วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง ( ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้ว และท่านเจ้าคุณชยาภิวัฒน์สุภัทรสังฆปาโมกข์ ตามลำดับ ) เป็นหัวหน้าชักชวนบรรดาเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ร่วมกับพุทธศานิกชนทั่วไป ได้บูรณะพระอารามรกร้างแห่งนี้ระหว่างปี พ . ศ . 2439 2453 รวมระยะเวลา 14 ปีเศษ สภาพเดิมของพระบรมธาตุพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้วได้ลิขิตรายงานการปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเมืองไชยายื่นยังพระยามหิบาลบริรักษ์ ข้าหลวงเทศบาลสำเร็จราชการมณฑลชุมพร เมื่อปี พ . ศ . 2453 สรุปใจความสำคัญว่า
พระบรมธาตุ ณ วัดพระธาตุ อำเภอพุมเรียงในเมืองไชยาเก่านี้ สร้างไว้แต่ครั้งใดไม่สามารถสืบความได้ ในชั้นแรกคงไม่ได้ใช้ปูนเลย อิฐที่ใช้ก่อเผาไฟแกร่ง ไม่สอปูน แต่ใช้อิฐป่นละเอียดผสมกับกาวใช้เป็นบายสอ วิธีก่อจะก่อเรียงอิฐแนบสนิท รอยต่อระหว่างอิฐจะขัดถูปรับจนได้เหลี่ยมเสมอกันพอดี และคงขัดทั่วทั้งองค์ให้หายเงื่อนอิฐและหายขรุขระ ลวดลายในชั้นแรกไม่พอกปูนปั้น แต่ใช้วิธีขุดสลักลงในอิฐ มีการใช้ศิลาเป็นองค์ประกอบในส่วนยอด มีร่องรอยการบูรณะโดยใช้ปูนเข้ามาปฏิสังขรณ์ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ที่ฐานพระบรมธาตุถูกดินถมขึ้นราว 1 เมตร ยอดเจดีย์หักพังลงมาจนถึงองค์ระฆัง ซึ่งสันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นองค์ระฆัง ทรงกลม ยอดเจดีย์ที่สันนิษฐานว่าเป็นยอดพระธาตุเดิมนั้นขุดพบภายในบริเวณวัด ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา พื้นลานระหว่างฐานพระเจดีย์ ถึงระเบียงคดที่ประดิษฐานพระเวียนปูด้วยอิฐหน้าวัวสภาพแตกหัก เสาระเบียงคดเดิมเป็นเสาไม้แก่น ในการปฏิสังขรณ์ได้ตามเค้าของเก่า มีที่เพิ่มเติมจากของเก่าบ้างคือ ต่อเติมบัวปากระฆัง ต่อยอดให้สูงขึ้น กับทำฉัตรใส่ยอดเป็น 3 ชั้น ก้านและใบฉัตรภายในรองด้วยเงิน แล้วหุ้มด้วยทองคำทองที่เหลือจากหุ้มฉัตรยังได้หุ้มตลอดลงมาถึงลูกแก้วและปลี สิ้นทองคำหนัก 82 บาท 3 สลึง
พระบรมธาตุไชยา เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสิ่งสำคัญคู่บ้านคู่เมือง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนามาแต่ครั้งอดีตกาลนานนับพันปีเป็นหลักฐานที่สามารถนำมาเล่าขานถึงความยิ่งใหญ่ของบรรพชนในอดีต แม้ว่าศูนย์กลางของเมืองจะย้ายไปตั้งใหม่ที่บ้านดอน ซึ่งเป็นที่ตั้งจังหวัดสุราษฏร์ธานีในปัจจุบัน แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและศิลปกรรมที่วัดพระบรมธาตุไชยา กลับเป็นอนุสรณ์ที่แสดงให้เห็นความเจริญรุ่งเรื่องของจังหวัดสุราษฏร์ธานีในอดีตที่อนุชนรุ่นหลังพึ่งรักษาไว้ให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติสืบไป


หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรม
1. พระบรมธาตุเจดีย์ พระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบที่นิยมเรียกว่ากันทั่วไปว่าศิลปะศรีวิชัย ? เรือนธาตุมีผังเป็นรูปกากบาท มีมุขทั้ง 4 ด้าน ยื่นออกมาจากผนังเรือนธาตุ ยกเว้นด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นเข้าสู่ห้องโถงกลาง
ความสูงของพระบรมธาตุจากฐานถึงยอดประมาณ 24 เมตร ประกอบด้วยฐานบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยมจัตุรัสตกแต่งด้วยเสาติดผนังลดเหลี่ยม 1 ชั้นวางอยู่บนบานเขียงซ้อนกัน 2 ชั้น ขนาดฐานวัดจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกยาวประมาณ 13 เมตร ( ของเดิมยาว 10 เมตร สร้างพอกขึ้นใหม่ทางด้านหน้าอีก 3 เมตร ) จากทิศเหนือถึงทิศใต้ยาวประมาณ 10 เมตร ส่วนยอดอยู่ต่ำกว่าผิวดินปัจจุบัน เดิมมีดินทับถมอยู่เมตร ทางวัดจึงได้ขุดบริเวณโดยรอบฐานเป็นสระกว้างประมาณ 2.30-2.50 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร เพื่อให้เห็นฐานเดิม ปัจจุบันมีน้ำขังอยู่รอบฐานตลอดปี ด้านหน้าฐานบัวลูกแก้วด้านทิสตะวันออกมีซุ้มพระพุทธรูปอยู่ข้างบันไดจำนวน 2 ซุ้ม เป็นของที่สร้างต่อเติมสมัยหลัง ( ก่อนการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 5 ) สามารถเห็นร่องรอยฐานเก่าที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพราะมีฐานบัวเดิมโผล่ออกมาให้เห็นชัดเจน
ฐานบนของบัวลูกแก้วสี่เหลี่ยม มีลักษณะเป็นฐานทักษิณ ที่มุมทั้งสี่ประดับด้วยสถูปจำลอง ตรงกลางฐานเป็นฐานบัวลูกแก้วอีกชั้นหนึ่งรองรับเรือนธาตุเจดีย์ทรงจตุรมุข ที่มุมเรือนธาตุทำเป็นรูปเสาหลอกติดผนังตรงกลางเสาเซาะตลอดโคนถึงปลายเสา มุขด้านทิศตะวันออกมีบันไดทางขึ้นสามารถเดินขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปภายในองค์เจดีย์ได้ ห้องภายในมีขนาดประมาณ 2X 2 เมตร ปัจจุบันก่อฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นจำนวน 8 องค์ ผนังเรือนธาตุก่ออิฐไม่สอปูนลดหลั่นกันขึ้นไปถึงยอด ( ปัจจุบันฉาบปูนปิดทับหมดแล้ว ) มุขอีกสามด้านทึบ ที่มุขของมุขแต่ละด้านทำเป็นเสาติดผนังอาคาร เหนือมุขเป็นซุ้มหน้าบันประดับลายปูนปั้นรูปวงโค้งคล้ายเกือกม้า หรือเรียกว่า กุฑุ เหนือเรือนธาตุมีลักษณะเป็นหลังคาซ้อนกันขึ้นไป 3 ชั้น โดยการจำลองย่อส่วนอาคารเบื้องล่างลดหลั่นขึ้นไป แต่ละชั้นประดับด้วยสถูปจำลองที่มุขทั้งสี่และตรงกลางด้านเหนือซุ้มหน้าบัน รวมจำนวนสถูปจำลองชั้นละ 3 องค์ ทั้งหมดสามชั้นรวมทั้งสิ้น 24 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นส่วนยอดซึ่งซ่อมแซมครั้งใหญ่ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยขยายส่วนยอดให้สูงขึ้น เริ่มตั้งแต่บัวปากระฆังซึ่งเป็นดอกบัวบานขนาดใหญ่ องค์ระฆังรูปแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงแปดเหลี่ยมขนาดเล็กรองรับก้านฉัตร ต่อด้วยปล้องไฉนแปดเหลี่ยมจำนวนห้าชั้น เหนือปล้องไฉนเป็นบัวกลุ่มหุ้มทองคำรองรับปลียอดหุ้มทองคำ ซึ่งเข้าใจว่าได้ต้นแบบมาจากยอดพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เหนือปลียอดประดับฉัตรหุ้มทองคำหนัก 82 บาท 3 สลึง ต่อมาถูกขโมยลักไป ทางวัดจึงจัดทำขึ้นใหม่เมื่อ พ . ศ . 2481 ด้วยทองวิทยาศาสตร์
โครงสร้างพระบรมธาตุไชยาเป็นเจดีย์ก่ออิฐไม่สอปูน อิฐเนื้อแกร่งเผาด้วยไฟแรง เมื่อก่ออิฐแล้วคงขัดถูแต่งรอยให้เรียบเสมอกัน พระบรมธาตุไชยาได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง จึงมีลวดลายเครื่องประดับเป็นลวดลายเก่าใหม่ผสมกัน ลวดลายเก่าที่น่าสนใจคือ ลวดลายที่ซุ้มหน้าบันหรือ กุฑุ เดิมใช้วิธีแกะสลักอิฐเป็นรูปวงโค้ง เมื่อมีการซ่อมครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการซ่อมแปลงหน้าบันด้วยปูนปั้น เติมลวดลายใหม่ ๆ ได้แก่ รูปตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 ภายในเป็นพระพุทธรูป รูปเทพพนมด้านข้างเป็นช้างสามเศียรและนกยูง รูปสิงห์ รูปเหรา รูปผีเสื้อ เป็นต้น
รูปแบบแผนผังโครงสร้างของสถาปัตยกรรมที่เรียกว่าพระบรมธาตุไชยานี้ได้รับการตีความอย่างกว้างขวาง บ้างก็ว่าคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า จันทิ ในศิลปะชวาภาคกลาง ได้แก่ จันทิปะวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ซึ่งมีลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้ แต่เปลี่ยนรูปจำลองอาคารขนาดเล็กบนชั้นหลังคาซึ่งเป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ ให้กลายเป็นลักษณะสำคัญของสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนา บ้างก็ว่ามีเค้าของการคลี่คลายมาจากปราสาท 2 หลัง ที่วัดแก้วและวัดหลง ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งว่าอายุของพระบรมธาตุไชยาอาจจะหลังลงมาจากโบราณสถานที่วัดแก้วและวัดหลง เป็นสถาปัตยกรรมในยุคครหิประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18 อย่างไรก็ดีรูปแบบศิลปกรรมของพระบรมธาตุไชยาก็ได้แพร่อิทธิพลให้แก่สถาปัตยกรรมในสมัยต่อมาอย่างแพร่หลาย เช่น เจดีย์วัดเขาพระอานนท์ อำเภอพุนพิน เจดีย์ถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม เจดีย์บนเขาสายสมอ วัดโบราณต่าง ๆ ในเขตอำเภอไชยาและเจดีย์วัดเขาหลัก อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น


2. เจดีย์ ตั้งอยู่รอบองค์พระบรมธาตุที่มุมทั้งสี่ทิศ ( ปัจจุบันอยู่รอบนอกของสระน้ำที่ขุดรอบฐานองค์พระบรมธาตุ ) เจดีย์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือลักษณะเป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม ชั้นล่างเป็นฐานบัวลูกแก้วทรงสูง ก่ออิฐฉาบปูนตำ รองรับบัวลูกแก้วอีกชั้นหนึ่งซึ่งรองรับองค์ระฆังทรงกลมส่วนยอดเป็นบัลลังก์ ปล้องไฉนและปลียอด เจดีย์องค์นี้แตกต่างจากเจดีย์ทิศที่มุมอีก 3 ด้าน ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ตั้งอยู่บนฐานเขียงรองรับมาลัยลูกแก้ว 8 แถว องค์ระฆังทรงกลมอยู่บนบัวปากระฆัง ส่วนยอดไม่มีบัลลังก์ แต่ก้านฉัตร ต่อด้วยปล้องไฉนและปลียอด ภายในเจดีย์กลวง ด้านหน้าเป็นซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูป ภายในซุ้มของเจดีย์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ประดิษฐานพระปูนปั้น มือขวาถือเกรียงเป็นรูปเหมือนท่านเจ้าคุณพระชยาภิวัฒน์ฯ ผู้บูรณะพระบรมธาตุ เจดีย์นี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ หลังกว่าเจดีย์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งน่าจะสร้างในสมัยอยุธยาส่วนเจดีย์ด้านทิศตะวันตกด้านหลังองค์พระบรมธาตุ เป็นเจดีย์ทรงมณฑปสร้างขึ้นใหม่สมัยรัตนโกสินทร์


3. พระวิหารหลวง อยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมธาตุ ด้านหลังวิหาร สร้างยื่นล้ำเข้ามาในเขตพระวิหารคด ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปใหญ่น้อยหลายองค์ ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยาพื้นวิหารเดิมต่ำกว่าพื้นปัจจุบันมาก สังเกตได้จากฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในระดับต่ำ และทำเป็นฐานบัวลูกแก้วเลียนแบบฐานของพระบรมธาตุ พื้นวิหารที่ยกขึ้นสูงปิดทับส่วนล่างของฐานชุกชีเข้าใจว่าคงเป็นการยกพื้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมขังในฤดูฝน หน้าวิหารเดิมเป็นไม้แกะสลักรูปดอกไม้เทศลงรักประดับกระจกสีทั้งสองด้าน ถูกถอดออกเมื่อคราวบูรณะวิหาร ปัจจุบันแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ที่ผนังด้านนอกวิหารมีพระพุทธรูปทรายสีแดงประทับยืน แสดงปางประทานอภัย ศิลปะสกุลช่างไชยา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18-19 อยู่องค์หนึ่ง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ส่วนที่เดิมสร้างองค์จำลองปูนปั้นแทน พระวิหารหลวงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และต่อมาในปี พ . ศ . 2500 ท่านพระครูอินทปัญญจารย์ ( เงื่อม อินปญโญ ) พุทธทาสภิกขุ เมื่อครั้งพระครูโสภณเจตสิการาม ( เอี่ยม นามธมโม ) ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัดขึ้นเมื่อ พ . ศ . 2478 ก็ได้ใช้วิหารหลวงเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ


4. พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระบรมธาตุ สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ . ศ . 2498 แทนพระอุโบสถเก่าซึ่งชำรุดและรื้อถอนออกไป พระประธานภายในอุโบสถเป็นพระพุทธรูปศิลาทรายแดง ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยา เบื้องหน้าพระประธานประดิษฐาน พัทธสีมาคู่ซึ่งเป็นของเดิมแต่ครั้งพระอุโบสถเก่า สมัยอยุธยา การผูกพัทธสีมาคู่นี้สันนิษฐานว่าแต่เดิมนั้นคงมีใบพัทธสีมาเพียงใบเดียวเรียงรายรอบอุโบสถ จนกระทั่งเมื่อศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ ได้แผ่เข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ( สมัยเดียวกับที่ได้สร้างพระบรมธาตุทรงลังกาขึ้นที่นครศรีธรรมราช ) พระสงฆ์ในลัทธิเถรวาทแบบลังกาวงศ์ได้ทำพิธีผูกพัทธสีมาซ้ำลงในที่ดินเดิมอีกครั้ง


5. ระเบียงคด วิหารคด หรือพระระเบียง เป็นระเบียงล้อมรอบองค์พระธาตุอยู่ในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละ 38 เมตร สูง 4 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆรวม 180 องค์ ชาวบ้านเรียกว่า พระเวียน พระพุทธรูปปูนปั้นส่วนใหญ่ได้รับการปฎิสังขรณ์ใหม่ ส่วนพระพุทธรูปศิลาทรายแดง ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยา ยังอยู่ในสภาพเดิม การสร้างระเบียงคดล้อมรอบอาคารปะธานเป็นแผนผังของวัดที่นิยมสร้างในสมัยอยุธยา ซึ่งคลี่คลายมาจากระเบียบสถาปัตยกรรมในศิลปะเขมร


6. พระพุทธรูปกลางแจ้ง ประดิษฐานอยู่บนลานภายในกำแพงแก้ว ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระวิหารหลวง เป็นพระพุทธรูปศิลาทรายสีแดงขนาดใหญ่จำนวน 3 องค์ ศิลปะสมัยอยุธยา สกุลช่างไชยา เดิมที่ตั้งพระพุทธรูปคงจะเป็นวิหาร แต่ชำรุดทรุดโทรม จึงถูกรื้อออก



7. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ( พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ ) 2 กร สำริด ศิลปะสมัยศรีวิชัย พบบริเวณสนามหญ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมธาตุ อยู่ใต้ต้นโพธิ์ ขนาดเท่าบุคคลจริง สภาพชำรุด ส่วนท่อนล่างตั้งแต่บั้นพระองค์หายไป ทรงยืนอยู่ในท่าตริภังค์ ( เอียงสะโพก ) พระพักต์กลม มีอุณาโลมที่พระนลาฏ พระเนตรเหลือบมองต่ำ ทรงสวมกระบังหน้า กุณฑล พาหุรัด และกรองศอที่มีทับทรวง ทรงสะพายผ้าแพรเฉียงพระวรกาย และสะพายสายยัชโญปวีตลูกประคำซึ่งมีเครื่องประดับสายเป็นรูปหัวกวางอยู่ที่พระอังสาซ้าย ลวดลายเครื่องประดับคล้ายกับประติมากรรมในชวาภาคกลาง อันเป็นการสนับสนุนหลักฐานจากจารึกหลักที่ 23 เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสกุลวงศ์ของกษัตริย์แห่งศรีวิชัย ( ไชยา ) และราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวาภาคกลาง กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา พระโพธิสัตว์องค์นี้เป็นประติมากรรมศิลปะศรีวิชัยที่มีชื่อเสียงที่สุด และจัดได้ว่างดงามที่สุด เป็นหลักฐานที่โดดเด่นชิ้นหนึ่งที่สนับสนุนความสำคัญในด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองไชยาโบราณในสมัยศรีวิชัย



8. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร สำริด ศิลปะศรีวิชัย พระพักตร์กลม พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระกรทั้งแปดหักหายหมด ทรงเก้าพระเกศาเป็นรูปชฎามุกุฎ มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ในกรอบหน้าของชฎามุกุฎ ตกแต่งด้วยศิลาภรณ์กับกระบังหน้า สวมกรองศอ กุณฑล พาหุรัด ทรงสะพายแพรซึ่งมีสายยัชโญปวีตลูกประคำทับ อันเป็นเครื่องหมายของบุคคลในวรรณะพราหมณ์หรือวรรณะกษัตริย์ซึ่งประดับด้วยหัวกวางอันเป็นลักษณะเฉพาะของพระองค์บนสายแพร ทรงพระภูษายาวคาดทับด้วยปั้นเหน่งและผ้า ซึ่งทิ้งห้อยเป็นเส้นโค้งทางด้านหน้าและผูกไว้เหนือพระโสณี ลักษณะเครื่องประดับคล้ายคลึงกับเครื่องประดับของประติมากรรมในชวาภาคกลาง รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 8 กร นี้แสดงฐานะความเป็นเจ้าแห่งจักรวาล จึงมีพระนามว่า โลเกศวร ประติมากรรมมักมีเกินกว่า 2 กร ในคัมภีร์การัณฑ พยูหสูตร ซึ่งเขียนขึ้นระหว่าง พ . ศ . 1050 1450 กล่าวว่าพระองค์มีแสนกร โกฏิพระเนตร สิบเอ็ดเศียร โลมา ( เส้นขน ) แต่ละเส้นคือจักรวาล พระเนตรคือพระจันทร์และพระอาทิตย์ แผ่นดินคือพระบาทอำนาจของพระองค์ยิ่งใหญ่เหนือพระตถาคตทั้งปวง ทรงเป็นผู้ประทานมนต์หกพยางค์อันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อว่าสรรพราเชนทรหรือเจ้าแห่งราชาทุกพระองค์ คือ โอม มณี ปัทเม ฮูม แปลว่า ดวงมณีเกิดอยู่ในดอกบัว คาถาบทนี้ทำให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นเจ้าแห่งจักรวาลทั้งมวล ประติมากรรมชิ้นนี้กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 14 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา


9. พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ( พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ ) 2 กร ศิลา ทรงประทับยืนตรงอยู่บนดอกบัว พระพักต์สี่เหลี่ยม ทรงเกล้าพระเกศาเป็นรูปชฎามกุฎ มีพระพุทธเจ้าอมิตาภะประทับอยู่ด้านหน้า พระหัตถ์ขวาแสดงปางประทานพร พระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัว ทรงพระภูษายาวมีหน้านางและจีบอยู่ด้านข้าง คาดปั้นเหน่งทับพร้อมกับคาดหนังเสือรอบพระโสณี พระวรกายตกแต่งด้วยพาหุรัด กรองศอทองพระกร ประติมากรรมชิ้นนี้แสดงอิทธิพลศิลปะจาม กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 องค์จริงจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร องค์จำลองจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา



10. พระพุทธรูป มีทั้งพระพุทธรูปศิลาและพระพุทธรูปปูนปั้น ทั้งที่เป็นอิทธิพลศิลปะอินเดียและศิลปะทวารวดี ตลอดจนพระพุทธรูปศิลาทรายแดงและพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะอยุธยาและรัตนโกสินทร์ในรุ่นหลัง พระพุทธรูปที่สำคัญได้แก่ พระพุทธรูปศิลา สูง 104 เซนติเมตร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 12 ประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางสมาธิอยู่บนฐานบัว อิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ สกุลช่างสารนาถ เดิมประดิษฐานอยู่ในซุ้มเล็ก ๆ ซุ้มหนึ่งในสองข้างบันไดที่จะขึ้นไปบนองค์พระบรมธาตุ รูปแบบทั้งหมดของพระพุทธรูปองค์นี้ยังคล้ายกับประติมากรรมสมัยพนมดาในศิลปะขอมอีกด้วย จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปสกุลช่างไชยารุ่นที่ 1 คือเป็นศิลปะท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปอินเดียสกุลช่างต่าง ๆ มาผสมผสานกัน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ส่วนพระพุทธรูปอิทธิพลศิลปะทวารวดี ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปศิลา ประทับยืนปางแสดงธรรม คล้ายกับที่พบบริเวณแหล่งโบราณคดีในภาคกลางของประเทศไทย


11. ฐานโยนิ มีลักษณะพิเศษคือมีรางน้ำมนต์ 2 ด้าน ตรงข้ามกัน ( ตั้งอยู่ที่ลานในเขตพระระเบียง )
การประกาศขึ้นทะเบียน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 34 วันที่ 27 กันยายน 2479


การวิเคราะห์หลักฐาน

ผู้คนในรุ่นปัจจุบันรู้จักวัดพระบรมธาตุไชยาก็เมื่อพระครูโสภณเจตสิการาม ( หนู ติสโส ) เจ้าคณะเมืองไชยา เป็นแกนนำในการบูรณะพระอารามรกร้างแห่งนี้ ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดเกี่ยวกับความเป็นมาของการก่อสร้างและผู้ก่อสร้าง อีกทั้งไม่มีตำนานเอกสารใดใดกล่าวถึงพระอารามแห่งนี้มาก่อน พ . ศ . 2438 เลย ถึงกระนั้นก็สันนิษฐานกันว่าคงสร้างมาแล้วก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นอย่างน้อย
สถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในวัดคือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ เช่นเดียวกับพระสถูปเจดีย์องค์สำคัญอื่น ๆ ในประเทศไทย รูปแบบสถาปัตยกรรมได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มศิลปะศรีวิชัย ซึ่งกำหนดอายุรูปแบบศิลปะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 18 ภายในห้องโถงกลางขององค์พระบรมธาตุเดิมคงใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปในลัทธิมหายาน แต่รายงานของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ เมื่อปี พ . ศ . 2473 บันทึกว่ามีพระพุทธรูปหินลงรกปิดทองแบบศิลปะทราวดีอยู่ภายในองค์พระธาตุ 1 องค์ พระพุทธรูปนั่งประทับแบบศิลปะทวารวดีในซุ้มหน้าองค์พระบรมธาตุ 1 องค์ ( ปัจจุบันพระพุทธรูปทั้งสององค์จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภณฑสถานแห่งชาติไชยา ) พระพุทธรูปหินศิลปะแบบศิลปะศรีวิชัยจากระเบียงพระบรมธาตุไชยา 2 องค์ ( ระเบียงน่าจะหมายถึงพระระเบียงหรือระเบียงคด ) อาจเป็นได้ว่าเดิมภายในองค์พระบรมธาตุประดิษฐานพระโพธิสัตว์ ศิลปะศรีวิชัย ต่อมาเมื่อพุทธศาสนามหายานเสื่อมลง ผู้คนเสื่อมศรัทธาจากการนับถือพระโพธิสัตว์ จึงได้นำพระพุทธรูปโบราณที่พบในละแวกนั้นนำขึ้นไปประดิษฐานไว้ในห้องโถงกลางของพระบรมธาตุไชยาแทน เหตุการณ์นี้คงทำนองเดียวกับที่คนรุ่นหลังไม่รู้จักพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ สำริด 2 กร จึงนำไปทึ้งไว้ใต้ต้นโพธิ์ข้างกำแพงด้านหน้าของวัด ซึ่งเดิมมีผู้เล่าว่าพระโพธิสัตว์องค์นี้กองรวมกับเทวรูปโพธิสัตว์องค์อื่น ๆ ในวิหารพราหมณ์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของงวิหารหลวง นอกกำแพงวัด ต่อมาเมื่อวิหารพราหมณ์พังทลายลง พระโพธิสัตว์สำริด ซึ่งมีสภาพหักพัง ชำรุดเหลือเพียงครึ่งองค์ จึงถูกนำทิ้งไว้ใต้ต้นโพธิ์เหมือนวัตถุไร้ค่า จนกระทั่งสมเด็จพระยาราชานุภาพทรงพบคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลปักษ์ใต้เมื่อปี พ . ศ . 2448 และสั่งให้อัญเชิญเข้าไปกรุงเทพฯ ครั้งแรกประดิษฐาน ณ พระราชวังดุสิต จนกระทั่ง พ . ศ . 2478 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนำไปจัดแสดงเป็นโบราณวัตถุของชาติ
พระโพธิสัตว์องค์นี้ได้รับการตีความว่าเดิมอาจจะอยู่ที่วัดเวียงมาก่อน เป็นการตีความให้เข้ากรอบตามข้อความในจารึกในหลักที่ 23 ที่กล่าวว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยสั่งให้สร้างปราสาทอิฐ 3 หลัง ถวายพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือดอกบัว พระพุทธเจ้าผู้ผจญพระยามาร และพระโพธิสัตว์เจ้าผู้ถือวัชระ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีไทย จำนวนมากเชื่อว่าน่าจะหมายถึง วัดเวียง วัดหลง และวัดแก้ว ที่เมืองโบราณไชยา ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี และโพธิสัตว์ผู้ถือดอกบัว หรือก็คือพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิน่าจะหมายถึงพระโพธิสัตว์ สำริด 2 กร ที่พบครึ่งพระองค์ ทำให้หนังสือของกรมศิลปากรหลายเล่มระบุที่มาของพระโพธิสัตว์องค์นี้ว่ามาจากวัดเวียง ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วในครั้งแรกสุดสถานที่พบพระโพธิสัตว์องค์นี้อยู่ที่วัดพระบรมธาตุไชยา ดังบันทึกของพระยาธนกิจรักษา เมื่อปี พ . ศ . 2458 กล่าวว่าถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระบรมธาตุไชยาของพระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว บรรยายถึงวัดพระบรมธาตุไชยา และบริเวณแหล่งที่พบพระโพธิสัตว์สำริด ขนาดใหญ่ ครึ่งองค์ว่า ที่หน้าวัดพระธาตุ มีต้นโพธิต้นหนึ่ง ว่าต้นโพธินั้นเป็นที่ขุดรูปพระโพธิสัตว์เหลือเพียงบั้นพระองค์ ซึ่งเชิญเข้าไว้ในกรุงเทพฯ ประดิษฐานอยู่ ณ พระราชวังดุสิต นอกจากนี้ในหนังสือศิลปะในประเทศไทยของ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล พระราชโอรสในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังได้ระบุสถานที่พบพระโพธิ์สัตว์องค์นี้ว่า พบที่พระบรมธาตุไชยา
วัดพระบรมธาตุไชยาคงได้รับการบูรณะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยอยุธยา รวมทั้งชื่อวัด ก็สันนิษฐานว่าอาจจะเริ่มเรียกกันตั้งแต่ยุคสมัยนี้ หลักฐานที่เป็นตัวแทนของยุคนี้ ได้แก่พระพุทธรูปหินทรายสีแดงที่ประดิษฐานอยู่ ณ พระระเบียง ส่วนใหญ่เป็นศิลปะอยุธยาทั้งสิ้น และที่สำคัญคือแผนผังของวัดที่ถูกดัดแปลงอย่างเห็นได้ชัดจากการเพิ่มสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าระเบียงคด สร้างล้อมรอบองค์พระบรมธาตุ ซึ่งเปรียบประดุจอาคารประธานของวัดไว้ตรงกลาง ด้าทิศตะวันออกมีการก่อสร้างวิหารที่ส่วนท้ายวิหารล้ำเข้ามาในระเบียงคด อันเป็นระเบียงที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งวิหารในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้นส่วนท้ายวิหารจะมีบันไดทอดลงไปเชื่อมกับระเบียงคด แต่วิหารกับระเบียงคดที่วัดพระบรมธาตุไชยาดูเหมือนจะมิได้สร้างในคราวเดียวกัน โดยระเบียงคดที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นภายหลัง

ที่มาข้อมูล / ขอขอบคุณ

สำนักงานศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช สำนักโบราณคดีกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช


edit @ 2006/04/16 22:59:11

โบราณคดีเมืองไชยา

ท่านพุทธทาสภิกขุ แสดงแก่สมาชิกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ระหว่างมีการประชุมกัน

ที่ค่ายธรรมบุตร อธิบาย ณ วัดพระบรมธาตุไชยา ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๑

สิ่งแรกที่ควรทราบก็คือว่า พระบรมธาตุอยู่ใต้พระเจดีย์นี้. ฉะนั้นเหมาะสมแล้วที่จะบูชาที่นั่น. มันเป็นแบบที่ตายตัวดังที่ประเทศอินเดียโดยเฉพาะเขาทำอย่างนั้น เขาจะวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เหนือพื้นดินแล้วก็มีอิฐหิน หรือข่ายดิน หรืออุโมงค์เล็ก ๆ ครอบ. สร้างเป็นอุโมงกลาง มีรูทะลุข้างบนทุกองค์, ที่สาญจีก็เป็นอย่างนั้น ที่อื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้น แม้ที่กบิลพัสดุ์ก็เป็นอย่างนั้น.

นี้เป็นอันเชื่อได้ว่า ใต้แผ่นดินนี้เป็นอุโมงค์ แล้วก็มีหีบศิลาใหญ่ใส่สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งพระธาตุ. เรารู้ได้แน่นอนตรงที่ว่า ที่พื้นที่ตรงนั้นมีรูเล็ก ๆ สองข้าง, รูโตขนาดเท่าเหรียญบาทสมัยนี้ เอาเชือกผูกลูกดิ่งเล็ก ๆ หย่อนลงไปก็ประมาณเมตรครึ่ง หรือเกือบ ๆ สองเมตร, มีอยู่สองรู. ทีนี้ คนเขาเอาสตางค์ทิ้งลงไปมากเข้า ๆ เห็นว่าไม่มีประโยชน์จึงอุดเสีย, อุดรูสองรูเล็ก ๆ นั้นเสีย. รู้ได้แน่ว่ากลวงและถึงน้ำ, เอาไม้แหย่ลงไปได้ลึกถึงน้ำ. นี่ก็เป็นลักษณะที่เขาทำแบบอินเดีย, หรือแบบไทยที่ได้รับจากอินเดีย อย่างนี้ เพราะเจดีย์ทางเชียงใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มักจะมีฐานอยู่ระดับดิน หรือสูงกว่าระดับดินนิดหน่อย แล้วก่ออิฐเป็นอุโมงค์ มีโพรงทะลุยอด.

เจดีย์นี้ไม่ได้ทะลุยอด แต่ทะลุขึ้นมาถึงพื้นที่กล่าวแล้ว นี่เนื่องจากประมาณ ๑๒๐๐ ปีแล้ว แม่น้ำพาดินมาถมหุ้มบริเวณโดยรอบ สูงขึ้น ๆ ประมาณเมตรครึ่ง ฉะนั้น พระเจดีย์นี้จึงเป็นอันว่าจมลงไปเมตรครึ่ง จึงต้องลอกดินโดยรอบออก ให้เห็นว่าเดิมนั้นถึงไหน มีลวดลายอย่างไร. คูนี้แหละเป็นที่บอกว่า พระเจดีย์นี้ถมขึ้นมาเมตรครึ่ง. แผ่นดินที่นี่, โดยเฉพาะหมู่บ้านเวียง ทั้งแถบนั้น แผ่นดินได้สูงขึ้นมาประมาณ ๓ เมตร หรือ ๖ ศอก ; เพราะว่าถ้าขุดหน้าดินตัดลงไปตรง ๆ จะพบเศษกระเบื้อง วัตถุสิ่งของ ลูกปัดอะไรที่เป็นของชำรุด เครื่องใช้อะไรบางอย่างฝังอยู่ลึกลงไป ๖ ศอก. นี่คือลักษณะของบ้านเมืองที่เก่าแก่เป็นอย่างนี้ ; หมู่บ้านเวียงทั้งหมดนี้เป็นอย่างนี้.

ทีนี้ มีผู้ถามว่า ทราบได้อย่างไรว่า พระเจดีย์องค์นี้เก่าถึง ๑๒๐๐ ปี ? ของที่เก่าถึงพันกว่าปีนี้จะหาหลักฐานอะไรเขียนไว้ตรง ๆ, หรือจะหาชื่อผู้สร้าง อะไร, ทำไม่ได้ ; ต้องเปรียบเทียบกันกับที่อื่น ๆ ซึ่งรู้พร้อม ๆ กันได้ เช่นว่า พระเจดีย์นี้เป็นแบบไหน ? รูปทรงแบบไหน ? แล้วทำอย่างไร ? โดยวิธีใด ?

นี่ก็พบได้ว่า : พระเจดีย์นี้ เป็นแบบทรงของพระเจดีย์แบบสีขระจากประเทศอินเดีย นี้อย่างหนึ่ง. แล้วก็ การก่ออิฐนี้ เมื่อเลิกถลกขึ้นดู จะเห็นว่าอิฐทุกก้อนจะติดกันสนิท ไม่รั่วน้ำ รั่วลม. แล้วก็ตัดเนื้ออิฐเป็นลวดลายไปในตัวเสร็จ. อย่างที่มีลวดลายประแจจีนนั้น เป็นอิฐตัดเลย ; ต้องลุกขึ้นดูจึงจะเห็นทั่วไปทั้งองค์เป็นอย่างนั้น. การก่อสร้างด้วยอิฐแบบไม่มีปูน แล้วตัดลวดลายในเนื้ออิฐเสร็จนี้ มีที่ไหนบ้าง ? ในประเทศไทยนี้ก็มีที่ไชยานี้, และก็มีที่ประเทศชวา, ประเทศไทยทางเหนือ ก็จะมีทางเมืองศรีเทพ แถวเพชรบูรณ์แถบนั้น, เป็นวิธีเดียวกันหมด.

โดยเหตุที่มันไม่เหมือนกับที่อื่น เหมือนกันอยู่แต่กลุ่มนี้ จึงเป็นที่ราบได้ว่า โดยศิลปะหรือโดยศิลปินอินเดีย หรือผู้มีอิทธิพลของอินเดียกระทำ ; แล้วไปเหมือนทางจามปา ทางประเทศญวนนั้นด้วย, ทุก ๆ แห่ง เมื่อทดสอบกันแล้ว มันบ่งไปยังสมัยศรีวิชัย พ.ศ. ราว ๑๒๐๐ เศษ ; โดยพบในจารึกแผ่นหินสลัก ในขนาดนี้ เป็นภาษาสันสกฤต อักษรอินเดียโบราณ ที่ใช้อยู่แถบแหลมมะลายู, ตั้งแต่เขมรลงไปถึงชวา บอกว่า : พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ได้ให้สร้าง ไอษฏิเคหะ คือว่า เรือนอิฐหรือปราสาทอิฐ ไอษฏิเคหะ ขึ้น ๓ หลัง สำหรับบรรจุรูปปฏิมาของปัทมปาณี วัชรปาณี, และมารชิ ; ก็เป็นที่เชื่อได้ว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยนั้นได้ให้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้น.

ระยะ พ.ศ. นั้น เรารู้ได้ด้วยว่า สมัยศรีวิชัยนั้นอยู่ในระยะประมาณศตวรรษที่ ๘ ของคริสตศตวรรษ หรือที่ ๑๓ ของพุทธศตวรรษ การก่อสร้างทั่วไปเหมือนกันหมดที่ชวา ที่ไชยา ที่จามปา ; โดยพวก นักค้นคว้าทางโบราณคดียุติต้องกันหมด ไม่เป็นที่สงสัยเกี่ยวกับรูปแบบ เกี่ยวกับวิธีทำ หรือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เป็นมา ; เห็นได้ว่ามัน ลงกันได้หมด จนเป็นที่เชื่อได้ว่าศิลปินชาวอินเดียได้มาเกี่ยวข้อง แนะนำได้มาสั่งสอน หรือว่า จะมาทำด้วยมือเอง อะไรก็สุดแท้ จึงเกิดพระเจดีย์อย่างนี้ขึ้น ; โดยเฉพาะไชยาที่ เป็นอย่างเดียวกันนี้ มีที่วัดแก้ว อีกองค์หนึ่ง ที่มีลักษณะอย่างนี้ ใหญ่โตกว่านี้ แต่ว่าอยู่สภาพชำรุด, และที่ วัดหลง ก็เหมือนกัน แต่ชำรุดมาก องค์เจดีย์หายไปเหลือแต่ฐาน ; พื้นฐานมีลักษณะเป็นอิฐอย่างเดียวกัน. แต่เดี๋ยวนี้อิฐถูกขโมยเอาไปใช้เสียหมดแล้ว ; ยังเหลือให้เห็นได้แต่เฉพาะที่เจดีย์นี้ ในภาพอย่างนี้, กับที่วัดแก้วในสภาพที่พอเห็นได้อยู่.

ทีนี้ เราก็ ทราบไม่ได้ว่าเป็นอย่างไรเฉพาะตอนบน ; เพราะว่าท่านผู้เฒ่าได้เล่าให้อาตมาฟังว่า : เมื่อประมาณ ๖๐ - ๗๐ ปีมานี้ พระเจดีย์นี้อยู่ในสภาพที่ต้นไม้ขึ้นคลุม มักจะเป็นต้นข่อย ; เหลืออยู่เพียงแค่บัวหงายลงมา, ส่วนเหนือบัวหงายขึ้นไป ไม่ใช่ของเก่า. ยิ่งกว่านั้น มุมโน้นส่วนมากก็พังลงมาบ้างนิดหน่อย, เหลือดีอยู่ ๓ มุม. เขาจึงเสริมมุมส่วนนั้นไว้ให้เต็ม มีสภาพเหมือนกัน. หลังจากบัวหงายขึ้นไปไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ; ท่านเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นประธานการซ่อม ท่านจึงเอาแบบไทยสวมลงไป คือ บัวหงายกับลูกแก้ว และปล้องไฉน. ปล้องไฉนลูกแก้วและบัวหงายนี้เป็นแบบไทย เสริมขึ้นไป.

ถ้าถามว่าของเดิมจะเป็นอย่างไร เหนือบัวหงายขึ้นไป ? ก็ตอบได้แต่เพียงว่า ควรจะดูพระเจดีย์รูปร่างเหมือนอย่างนี้ที่ประเทศชวา แถวพรหมบานัน ; ดูจะมีลักษณะตรงขึ้นไปอย่างนี้เลย ยังเหลืออยู่ที่ประเทศชวา ให้ศึกษาพระเจดีย์ "แบบพรหมปานัน" ที่ประเทศชวา ก็จะเข้ายอดสุดของพระเจดีย์องค์นี้ได้.

เดี๋ยวนี้ เป็นอันว่า ไม่มีใครสงสัย ในหมู่วงนักโบราณคดี ทั้งฝรั่ง ทั้งไม่ใช่ฝรั่งว่า พระเจดีย์องค์นี้จะไม่ใช่สมัยศรีวิชัย ; ก็เลยถือเป็นแม่แบบของสมัยศรีวิชัย. กรมศิลปากรถือเอาเป็นแม่แบบของสมัยศรีวิชัย. ในประเทศไทย ที่พอจะถือว่าเป็น แบบอิทธิพลเดียวกัน ก็ที่เจดีย์ป่าสัก ที่เชียงราย แต่ไม่ได้คล้ายอย่างนี้ เพียงแต่ว่า มัน เป็นแบบทรงสีขระ.

ตรงนี้ควรจะทราบหน่อยว่า แบบสีขระนั่นคือแบบมียอดมาก ต้องเหลียวดูว่า มันมียอดมาก. ถ้า แบบสถูปะ ก็มียอดเดียว เป็นระฆังคว่ำ มียอดเดียวลักษณะอย่างนี้. ถ้าเอาแต่ลักษณะนี้ก็เรียกว่าสถูปะ อย่างนี้เป็นต้น ; แต่ถ้าประกอบไปด้วยยอดมาก ก็เรียกว่าสีขระ ซึ่งแปลว่า ภูเขา. พระเจดีย์แบบสีขระนี้เป็น inspiration ของพวกฮินดู ของฝ่ายพราหมณ์ เพราะว่าฝ่ายพราหมณ์ถือพระเจ้าหลายองค์ พระเจ้าองค์ที่เป็นประธาน คือพระอิศวรเป็นต้น ก็จะอยู่ยอดสุด แล้วพระเจ้ารอง ๆ ลงมา ก็อยู่ยอดรอง ๆ ลงมา ; พิจารณาโดย mythology เป็นอย่างนี้.

เขาทำเจดีย์แบบสีขระนี้กันอยู่ในฝ่ายฮินดู ในประเทศอินเดีย. พอ พุทธศาสนาอย่างมหายานเกิดขึ้น พวกนี้ความคิดเป็นอิสระ ; ไม่ทำพระเจดีย์แบบเดิมแบบพระสถูป คือแบบทรงระฆังคว่ำยอดเดียว. กล้า ถ่ายทอดเอาแบบฮินดูไป คือทำแบบเจดีย์มียอดมาก ; เพราะมหายานได้บัญญัติหลักอันใหม่ขึ้นมาให้พระพุทธเจ้ามาก. พระพุทธเจ้าทุกองค์ก็ออกมาจากพระพุทธเจ้า อาทิพุทธ แล้วก็มาจนถึง มัญชุศรีพุทธะ, ฌานิพุทธะ, อะไรมากมายด้วยกัน. อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ จึงได้รับเอาแบบฮินดูสีขระในวงของพวกพุทธฝ่ายมหายาน. ส่วนฝ่ายเถรวาทหรือหินยานคงใช้แบบระฆังคว่ำนั้นไปตามเดิม.

จากเหตุผลดังกล่าวมา, พระพุทธศาสนาที่นี่, ที่ไชยานี้ พิจารณาโดยพระเจดีย์องค์นี้ จึงเป็นอย่างมหายาน ; เห็นได้ประจักษ์โดยที่องค์เจดีย์เป็นรูปสีขระ, มิหนำยิ่งกว่านั้นก็คือว่ามี รูปอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อย่างสวยอย่างใหญ่โตเท่าคน ซึ่งเอาไปไว้ที่กรุงเทพฯ นั้น เป็นหยานหลักฐานอย่างยิ่งว่า เป็นพุทธศาสนาอย่างมหายาน.

ในบริเวณเมืองไชยานี้ พบอวโลกิเตศวร เล็ก ๆ รอง ๆ ลงมา จนกระทั่งขุดดินลึกฟุตหนึ่งนี้มีรูปปั้นอวโลกิเตศวรราว ๑๓ - ๑๔ องค์ จึง กล่าวได้ว่าเป็นดงมหายาน ; ทำให้เชื่อว่าอวโลกิเตศวรองค์เท่าคน ที่นำไปไว้ที่กรุงเทพ ฯ นั้น เมื่อก่อนนี้จะได้อยู่ที่นี่ คงจะอยู่ในซุ้มนี้. แล้วต่อมาเมื่อมหายานสิ้นอิทธิพลลงไป, เถรวาทเข้ามาเห็นว่านี่ไม่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่พุทธศาสนาเดิมแท้ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ; พวกเถรวาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพวกลังกา ที่เข้านี้เคร่งครัดมาก จึงได้แนะนำให้เอารูปแบบมหายานนั้นออก ; เอาพระพุทธรูปอย่างเถรวาทแทน.

ของมีค่าชิ้นเอกชิ้นนั้น ได้ถูกนำไปโยนทิ้งอยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ที่นอกกำแพงตรงนั้น. นี่ของที่มีราคาชิ้นเดียวประมาณสามล้านบาท ไปนอนตะแคงทิ้งอยู่ที่นั่นหลายสิบปี จนกระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาพบเข้า ; ตามที่อาตมาเคยเขียนไว้ในเรื่องโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน. เมื่อทรงเห็นก็เสด็จไถลลงมาจากหลังช้าง แทบว่าจะตกลงมาจากหลังช้าง ด้วยปีติ. พอเห็นของชิ้นนี้ แทบจะกระโดดลงมา ช้างไม่ทันทรุด ; ตรงเข้าอุ้มเลย ; จึงได้เข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ เอาไปถวายในหลวงรัชกาลที่ ๕ เป็นชิ้นเอก, เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ถ้าจะเอาไปเมืองนอกทีหนึ่ง ต้องตีค่าประกันสามล้านบาทเสมอไป. รูปจำลองที่เหมือนอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ที่นี่ก็มี ส่วนรูปจริงอยู่กรุงเทพฯ นั้นเดิมเคยอยู่ที่นี่, เดี๋ยวนี้ไปอยู่ที่โน่นแล้ว.

เดิมคงจะถูกทอดทิ้ง และยิ่งกว่านั้น เชื่อว่า คงจะมีคนเป็นออโธด๊อกซ์จัด เกลียดชังถึงไปทุบต่อยมันก็ได้ มันจึงได้หักแค่นี้ หักแค่นั้น และหาส่วนเหล่านั้นไม่พบ เขาอาจจะถือว่า นี่เป็นพุทธศาสนาอย่างมิจฉาทิฏฐิ ควรจะทำลายเสีย จึงทุบหัก เหลือลุ่นเท่าที่จะทุบไม่ได้แล้ว. มันลุ่นเหมือนลุ่น เท่าที่จะทุบไม่ได้แล้ว นำไปทิ้งอยู่ที่นั่น. ส่วนที่หักออกนั้นไม่ทราบว่าไปไหน.

แต่ทีนี้เรา ยังได้พบส่วนประกอบของอวโลกิเตศวรสัมฤทธิ์เท่า ๆ คนนี้อีก เช่นมีมือทอดออกไป ; ยังพบอีก ๒ - ๓ ชิ้น, ปรับกับขนาดองค์นี้ก็ยังไม่ใช่, ยังใหญ่กว่าองค์นี้อีก. จึงเชื่อว่าจะต้องมีอวโลกิเตศวรที่ใหญ่กว่าองค์นี้. ตามที่พบส่วนต่าง ๆ ในการขุดท้องนา หมู่บ้านที่เลยสถานีรถไฟไปหน่อย ; ตรงนั้นจะต้องมีอะไรมาก เพราะพบเศษของส่วนอวโลกิเตศวรอย่างที่ว่านี้ด้วย. ยิ่งกว่านั้น ยังได้พบธรรมจักรหินอย่างเดียวกับที่นครปฐม, ธรรมจักรหินอย่างเดียวกับนครปฐมบางส่วน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้แล้ว ไปดูได้ ; นั่นมันคงมีอะไรอยู่ที่ตรงนั้นมากเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญาขุด ไม่มีงบประมาณ หรืออะไรทำนองนั้น.

นี่เรา เป็นอันกล่าวได้ว่า ส่วนนี้แหละเป็นพระเจดีย์อย่างมหายาน มีอวโลกิเตศวรที่ประดิษฐานอยู่เป็นประธาน แล้วก็มีซากวิหารเล็ก ๆ ออกมาตรงหน้าอีกหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง, วิหารคดหรืออะไรนี้ ; ไม่ใช่. นี่เป็นของสร้างเสริมขึ้นทีหลัง, เป็นสมัยอยุธยาทั้งนั้น.

เป็นอันว่า หลังจากสมัยศรีวิชัยแล้ว ที่นี่ก็ทรุดโทรมลงไป ถูกทิ้งรกร้าง, แม้กระทั่งสมัยสุโขทัยกำลังเจริญ ก็ยังไม่เหลืออะไรเป็นซากให้เห็น ที่นี่, คือว่าพอสิ้นสมัยศรีวิชัยแล้ว สุโขทัยก็ขึ้นมาแทนที่ สุโขทัยแผ่ลงมา จึงไล่ศรีวิชัยไป, ตกทะเลไปทางใต้ ; ก็ไม่มีอะไรที่เป็นสมัยสุโขทัยเหลืออยู่ที่นี่. เพิ่งมาโผล่ของสมัยอยุธยา มีพระพุทธรูปศิลาแท่งทึบล้วน ๆ ในเมืองไชยานี้ประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ องค์, องค์ขนาดใหญ่หนักตั้ง ๒ ตัน ๓ ตันก็มี, ล้วนแต่มาจากภูเขาที่หลังสวนโมกข์ทั้งนั้น. ที่ภูเขาสูงหลังสวนโมกข์ ทิวเขานางเอนั่นแหละ มีพระพุทธรูปที่สร้างไม่เสร็จ หรือสร้างแล้วเสีย ทิ้งเพราะเสีย อยู่เกลื่อนไปหมดที่เขานั้นอยู่สมัยหนึ่ง. ทีนี้ ภูเขามันพังลงมาเรื่อย ๆ เลยทับเสีย, ต้นไม้ก็เลยขึ้นเป็นดง.

ที่นี่มีหินเนื้อเดียวกับที่ภูเขานั้น, เดี๋ยวไปดู พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ขุดได้จากภูเขานางเอนั้นมี ๓ องค์ ชะลอมาจากที่นั่น และตามวัดอื่นก็มี. เป็นอันว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ พุทธศาสนาที่เมืองนี้กลับฟื้นฟูอย่างหนักอีกครั้งหนึ่งต่อจากสมัยศรีวิชัย โดยพระพุทธรูปเหล่านี้เป็นหลักฐานพยาน, และพระพุทธรูปเหล่านี้บางองค์ยังมี inspiration ของศรีวิชัย : คือว่าแม้ทำในสมัยอยุธยา แต่ก็ทำบางอย่างให้เหมือนสมัยศรีวิชัย แม้เขาเอาปูนพอก. มิสเตอร์ เอบี กริสโวลต์ อุตส่าห์สำรวจทุก ๆ องค์ เขาพบ ๘ องค์ หรือ ๑๓ องค์ ที่มีลักษณะศรีวิชัยอยู่ที่นี่ ; แม้สร้างในสมัยอยุธยา ก็ยังมีอยากจะสร้างให้เหมือนสมัยศรีวิชัยอยู่บางองค์.

เป็นอันว่า สมัยศรีวิชัยรุ่งเรือง สมัยอยุธยารุ่งเรือง, ส่วนสมัยทวาราวดีนั้น เราไม่อาจจะกล่าวว่ารุ่งเรือง ; เพราะว่ามีพบชิ้นโบราณวัตถุส่วนน้อย แล้วก็เหมือนกับทางนครปฐม มันอาจจะมาจากนครปฐม หรือว่าตั้งต้นกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นี่ แล้วเลื่อนขึ้นไปทางนครปฐม นี้ทราบไม่ได้. แต่กล่าวได้เต็มปากว่า โบราณวัตถุที่เป็นหินของสมัยทวาราวดีนั้นที่นี่พบบ้าง ; โดยเฉพาะพระพุทธรูปองค์ที่สำคัญที่ยังเหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้มี ๒ องค์, แล้วยังมีที่เอาไปไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วนำเอามาไว้ที่นครปฐมอีกองค์หนึ่ง, เหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์ทั้งหัก และไม่หัก ก็มีหลายองค์. ที่อยู่ตามรอบอ่าวบ้านดอนนี้ ทั้งหมดรวมกันแล้วจะมีราว ๑๕ - ๑๖ องค์ที่เป็นสมัยทวาราวดี เราจึงไม่พูดว่า สมัยทวาราวดีนั้น พุทธศาสนาที่นี่รุ่งเรือง ; ไม่กล้าพูด แต่ว่ามีในสมัยทวาราวดี. พูดได้เต็มปาก แต่สมัยศรีวิชัย เพราะตรงนั้นก็มี ตรงโน้นก็มี แล้วก็ล้วนแต่ใหญ่ ๆ, องค์ที่อยู่ที่วัดแก้ว, พระเจดีย์นั้นถ้ายังสมบูรณ์อยู่ จะใหญ่โตกว่านี้มาก สวยงามมาก ; เพราะว่าองค์นี้มีคูหาเพียงเท่านี้ องค์โน้นก็มีคูหา แต่องค์ใหญ่โน้นโตมาก, ข้างโน้นก็มี ข้างในก็มี และน่ากลัวว่าจะใส่รูปโพธิสัตว์มหายานทั้งสามไว้เสียด้วย ต่อมาถึงถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นพุทธรูป แล้วก็พังทลายไป.

นี่คือส่วนที่ควรทราบของเมืองไชยา เกี่ยวกับพระธาตุองค์นี้ก็มีอย่างนี้ เมื่อวานนี้มีคนถามว่า คำว่าไชยานี้เป็นชื่อมาแต่เดิมหรือเปล่า.? นี้ก็ควรจะสงสัย.

ขอให้เข้าใจว่า ภูเขาศรีวิชัยอยู่ตรงไปทางทิศนี้แหละ (ชี้มือ) ; มีหลักฐานอยู่ว่าเรียกมาแต่เดิม. คำว่า ไชยา เป็นพยางค์สำคัญ พยางค์ท้ายของคำว่า ศิริวิชยะ, ชยะ คือ ไชยา, ศรี กับ วิ นั้น เป็น prefix ไม่ใช่คำตัวศัพท์. ศิริวิชยะ ชยะนี้คือไชยา. โดยชาวบ้านก็รู้กันอยู่แล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่า คำนี้มันมีมากันแต่ครั้งเมื่อไร.

คำว่าศรีวิชัยนี้ มีในศิลาจารึก : เขาออกชื่อพระยาศรีวิชัยว่า ศิริวิชเยนทรภูบดี หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินเมืองศรีวิชัย ในศิลาจารึกที่ขุดพบแถวนี้แหละ. เราจะไม่มัวเถียงกันว่า พบที่เวียงสระหรือพบที่ไชยา เขาเอาไปทำปนกันยุ่ง แล้วสันนิฐานทั้งนั้น. ที่เราไม่ยอมก็คือว่า ศิลาจารึกที่นครศรีธรรมราช ๒ ชิ้นนั้น จะเอามาไว้ที่นี่, แล้วจะเอาเรื่องของนครศรีธรรมราชมาไว้ที่นี่นั้น ไม่เหมาะสม, ก็เป็นอันว่าแผ่นดินตรงนี้มีพุทธศาสนามาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ปี หรือ ๑,๘๐๐ ปี หรือถึงสมัยทวาราวดี.

สำหรับเชื้อชาติ หมู่ชน ก็ต้องพูดอย่างกำปั้นทุบดินว่า ประกอบด้วยชนชาติ ที่อยู่ที่นี่ตั้งแต่ชุมพร หรือว่า ใต้ชุมพรลงมา จนไปถึงปลายแหลมมลายู ถึงสุมาตราและชวา เข้าใจว่าจะต้องเป็นคนพันธุ์ชาติออโตมาเล ชาติพันธุ์ออสตราลอยด์ หรืออะไรทำนองนี้. เรื่องนี้เป็นเรื่องมานุษยวิทยา ; แม้แต่คำว่าชาติไทย หรือชนชาติไทย ก็ยังเป็นปัญหา. เดี๋ยวนี้มีคนคิดเห็นกันขึ้นมาว่า ชนชาติไทยมีมาแล้วตั้งหลายพันปีทางภาคอีสานนั้น. พันธุ์ออสตาลอยด์นั้นอาจจะมาทางนี้แล้ว หรือเป็นพันธุ์เดียวกัน.

ถ้าเรียกคนพวกนี้ว่าไทย ก็หมายความว่า ได้มาปนกับคนไทยที่เกิดนิยมชาวอินเดีย, นักเสี่ยงโชค นักผจญภัยทั่วอินเดียซึ่งมาตั้งอาณาจักรขึ้น ได้ปนชนชาตินี้ ; เพราะว่าเขาไม่อาจจะขนเอาชนชาติอินเดียมาที่นี่ได้, เขาต้องมามีอำนาจเหนือคนที่อยู่ที่นี่. นายธรรมทาสเขาเรียกคนเหล่านี้ว่าไทย แต่คนอื่นเขาไม่ยอม, แต่เขาไม่ยอม เขาก็ไม่สามารถจะหาคนชาติใดมาให้เป็นพลเมืองของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยได้เหมือนกัน.

อาตมาจึงพูดรวม ๆ กันไปว่า ชนชาติที่อยู่ที่ไชยานี่ เมื่อ ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้วนี้ เป็นชนชาติพันธุ์ออสตราลอยด์มีรูปร่างสูงใหญ่ มีอยู่แล้วแต่ก่อน ; ไม่ใช่ชนชาตินิโกรหรือเงาะป่า. แล้ว วัฒนธรรมอินเดียข้ามมหาสมุทรมาจากอินเดียใต้ แถวอมราวดี มาสู่ดินแดนนี้. วัฒนธรรมที่นี่จึงเป็นวัฒนธรรมอย่างอินเดียใต้ ; แล้วก็น่าประหลาดที่ว่า มหายานนั้นเกิดทางอินเดียใต้ด้วยเหมือนกัน. อย่าไปหลงสำคัญผิด แล้วคิดว่ามีแต่ในอินเดียขึ้นไปทางเหนือ ดังที่กล่าวกันอยู่โดยมาก.

มหายานเกิดในอินเดียกลาง เจริญรุ่งเรืองมาทางใต้ก่อน, แล้วจึงขึ้นไปทางอินเดียเหนือ แล้วไปธิเบต ไปทางจีน. เถรวาทนั้นอยู่ที่แถวภาคกลาง ภาคเหนือเล็กน้อย แล้วขยายตัวลงมาเจริญกว้างขวางทางใต้. ทีนี้ พุทธศาสนาอย่างมหายานนี้มาจากอินเดียใต้ พร้อมทั้งวัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย, วัฒนธรรมที่มิใช่พุทธศาสนานั้นจะได้รับก่อนเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่ามันต้องมากันก่อน ติดต่อกันก่อนด้วยการไปมาค้าขาย.

ที่อินเดียนั้น การนุ่งโจงกระเบนเหมือนคนไทย แล้วทูนของ มีแต่อินเดียใต้ ; ทางอินเดียเหนือไม่มี. เดี๋ยวนี้ไป ดูทางมัทราส เผลอเข้าจะหลับตาว่า อ้าว ! เป็นบ้านเราแล้วโว้ย นุ่งผ้าโจงกระเบนเหมือนที่นี่แล้วก็ทูนของบนศีรษะ ยังอยู่กระทั่งเมื่ออาตมาไป ได้ไปถ่ายรูปมาหลายรูป ; ชาวอินเดียภาคเหนือ ภาคกลาง ไม่มีอย่างนี้. นี่วัฒนธรรมอย่างนี้มีมาก่อนแล้ว ; เพราะว่าการไปมาโดยทางเรือนี้ มันมีอยู่ก่อนสมัยศรีวิชัยแน่ อาจจะถึง ๒,๐๐๐ ปี. ราว ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปี ศาสนาอย่างมหายานจึงมาที่นี่ เลยติดมากับพวกเหล่านี้ มาทั้งครูบาอาจารย์, มีทั้งพระเจ้า พระสงฆ์, มีทั้งลัทธิศาสนา. แล้วเมื่อคนที่เขามานั้น เขานับถือศาสนาอย่างนั้นอยู่ก่อน, พอมาตั้งบ้านเมืองทางนี้ได้ เขาก็ประดิษฐานพุทธศาสนาอย่างนี้ขึ้น. ฉะนั้น ศาสนาวัฒนธรรมสิ่งเหล่านี้จึงได้เกิดขึ้นที่นี่ เป็นแบบอินเดียใต้ ลงไปจนถึงสุมาตรา ชวา.

ตั้งแต่ชุมพรถึงหัวหิน เราถือว่าเป็นอาณาจักรกันชนระหว่างอาณาจักรศรีวิชัยที่นี่ กับทวาราวดีที่โน่น ; เป็นถิ่นที่ไม่มีคนอยู่ เพราะมันแห้งแล้งจนทำอะไรกินไม่ได้อย่างนี้ มันก็เป็นเครื่องกันชน กันกระทบกัน ระหว่างสองอาณาจักรด้วย ; ฉะนั้น จึงค้นโบราณวัตถุที่ตรงนั้นไม่ได้. ตกอยู่ที่นี่กลุ่มหนึ่ง, ที่ทวาราวดีนั้นกลุ่มหนึ่ง, แล้วก็มีเป็นหาง ลงมาในทางนี้. แต่ ความเป็นอินเดียนั้น อาตมารู้สึกว่า ที่นี่เข้มกว่า จะเป็นองค์พระเจดีย์ก็ดี จะเป็นรูปอวโลกิเตศวรก็ดี ถ้าพบที่นี่จะมีลักษณะเป็นอินเดียเข้มข้นกว่าที่พบที่ชวา. ฉะนั้น จึงเชื่อว่า มันลงไปจากทางนี้ แล้วค่อย ๆ เลื่อนลงไปทางโน้น, เพราะมันเข้มข้นกว่า. อย่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ท่านก็สันนิษฐานว่าอย่างนั้น คือมีการข้ามมาทางตะกั่วป่า มาทางอ่าวบ้านดอน. พบที่อยู่อุดมสมบูรณ์ อยู่กันเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงค่อยขยายลงไปเรื่อย ๆ ; ฉะนั้น ความเป็นอินเดียที่นี่จึงเข้มข้นกว่าทางล่างลงไป.

เมืองหลวงของกรุงศรีวิชัยทีแรกตั้งอยู่ทางแหลมมลายู, เมืองหลวงสมัยที่เจริญที่สุดจะต้องอยู่ที่แหลมมลายู จะตรงไหนก็ตาม เดี๋ยวนี้พวกอินเดียเขาเชื่อกันอย่างนั้น. แต่พวกโบราณคดีกลุ่มเซเดส์ได้พูดกันอย่างอื่นเสียแล้ว, เขาว่าอยู่ที่ ปาเลมบัง สุมาตรา เรื่อยไป ; ตรงไชยานี้ไม่ยอมเชื่อมากขึ้น ๆ . ถ้าไม่มีอะไร ก็จะได้ไปดูพิพิธภัณฑ์. ที่ตรงนี้แผ่นดินมันสูงขึ้น ๆ ราวเมตรครึ่ง.

เรื่องที่ชาวอินเดียเข้ามาทางไทยนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เคยทรงสันนิษฐานให้อาตมาฟังเป็นส่วนตัวว่า : มาทางตะกั่วป่านี้สะดวกกว่า, ก่อนกว่า, เรียกว่าในสมัยเดียวกันกับสมัยศรีวิชัยได้ แต่มันพูดยาก : ที่นครศรีธรรมราชหาเจดีย์แบบสีขระแบบเดียวกับที่ไชยานี้ไม่พบ. อาตมาเชื่อว่า อาจจะถูกพวกลังกายุบเจดีย์แบบนั้นเสียหมดก็ได้ แล้วก็สร้างเจดีย์แบบลังกาขึ้น. ที่นี่พวกลังกาอาจจะไม่ทำการเปลี่ยนแปลงมากถึงอย่างนั้น, เจดีย์แบบสีขระจึงเหลืออยู่.

ที่นครศรีธรรมราชได้แต่เพียงสันนิษฐานว่า พระเจดีย์แบบสีขระที่มียอดหลาย ๆ ยอดขึ้นตรงไปอย่างนี้ทีเดียวนั้น มีตัวอย่างที่สร้างไว้เล็ก ๆ ตรงบริเวณข้างหน้าตรงประตู ; อาจจะเป็นการจำลองแบบของพระธาตุองค์เดิมไว้, ให้เห็นว่านั้นแบบองค์ใน ; องค์เดิมของพระธาตุองค์ใหญ่อาจจะเป็นแบบสีขระ หรือพอจะจัดเป็นแบสีขระได้.

คำว่าเก่า ในทางประวัติศาสตร์นี้ของห่างกันเพียง ๑๐๐ ปี เขาไม่เรียกว่าพี่หรือน้องกันได้ ต้องเรียกว่าสมัยเดียวกัน, มันต้องหลายร้อยปี และต้องติด ๆ กันไป. หลักทางภูมิศาสตร์นั้นความเจริญมาที่นี่ก่อน, ถ้าดูตามทางภูมิศาสตร์จะพบว่าตรงมาที่นี่ก่อน อย่างนั้นเรื่อยไป แล้วติดเนื่องกันไปเลย เรียกว่ายุคเดียวหรือสมัยเดียวกัน ไม่ใช่คนละสมัย. จะพูดว่าที่นี่ต้นสมัย ที่นั่นกลางสมัย ที่สุมาตราปลายสมัย ; นั้นแหละจะถูกที่สุดของสมัยศรีวิชัย ซึ่งมีระยะยาว ๗๐๐ ปี ในช่วง ๗๐๐ ปีของอาณาจักรนี้.

ซื้อหนังสือเรื่อง สุวรรณทวีป ของศาสตราจารย์มชุมทาร์ รวม ๓ เล่มจบ มาอ่านเสียบ้าง. สุวรรณทวีป หมายถึงแหลมมลายู, สุวรรณภูมิหมายถึง แถวนครปฐม. ตรงแถวนั้นแหละสุวรรณภูมิ มีเขตตั้งแต่พม่ามาถึงเมืองไทย แถบนั้นแหละเรียกว่าสุวรรณภูมิ. สุวรรณทวีป คือ แหลมตั้งแต่กิ่วลงไปทางล่างจนสุดถึงสิงคโปร์. สุวรรณโกณฑะคือสุมาตราและชวา เขาสืบทราบพอจะลงมติเชื่อกันได้ว่า มีชื่อเรียกกันเป็น ๓ อย่าง อย่างนี้ : สุวัณณภูมิ, สุวัณณทวีปะ, สุวัณณโกณฑะ. สุวัณณโกณฑะ ซึ่งเป็นเกาะ คือระหว่างชวากับสุมาตรา. ทวีปะนั้น มีน้ำ ๒ ข้าง คือแหลมนี้. โกณฑะ ก็แปลว่า ก้อนหรือเกาะ อย่างนั้น คำว่า สุวรรณภูมิ ก็หมายถึง ตอนบน หรือมิฉะนั้นก็หมายถึงทั้งหมดเลย ทั้งสุวัณณภูมิ สุวัณณทวีปะ สุวัณณโกณฑะ เป็นสุวัณณภูมิหมดก็ได้.

การก่อสร้างพระเจดีย์ที่นี่ ควรจะดูที่อิฐว่า ไม่รั่วน้ำ รั่วลม อิฐสะกัดในเนื้อมีที่เมืองไหนบ้างในประเทศไทย.