โบราณคดีเมืองไชยา

ท่านพุทธทาสภิกขุ แสดงแก่สมาชิกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ระหว่างมีการประชุมกัน
ที่ค่ายธรรมบุตร อธิบาย ณ วัดพระบรมธาตุไชยา ๒๑ ธันวาคม ๒๕๑๑
สิ่งแรกที่ควรทราบก็คือว่า พระบรมธาตุอยู่ใต้พระเจดีย์นี้. ฉะนั้นเหมาะสมแล้วที่จะบูชาที่นั่น. มันเป็นแบบที่ตายตัวดังที่ประเทศอินเดียโดยเฉพาะเขาทำอย่างนั้น เขาจะวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เหนือพื้นดินแล้วก็มีอิฐหิน หรือข่ายดิน หรืออุโมงค์เล็ก ๆ ครอบ. สร้างเป็นอุโมงกลาง มีรูทะลุข้างบนทุกองค์, ที่สาญจีก็เป็นอย่างนั้น ที่อื่น ๆ ก็เป็นอย่างนั้น แม้ที่กบิลพัสดุ์ก็เป็นอย่างนั้น.
นี้เป็นอันเชื่อได้ว่า ใต้แผ่นดินนี้เป็นอุโมงค์ แล้วก็มีหีบศิลาใหญ่ใส่สิ่งต่าง ๆ รวมทั้งพระธาตุ. เรารู้ได้แน่นอนตรงที่ว่า ที่พื้นที่ตรงนั้นมีรูเล็ก ๆ สองข้าง, รูโตขนาดเท่าเหรียญบาทสมัยนี้ เอาเชือกผูกลูกดิ่งเล็ก ๆ หย่อนลงไปก็ประมาณเมตรครึ่ง หรือเกือบ ๆ สองเมตร, มีอยู่สองรู. ทีนี้ คนเขาเอาสตางค์ทิ้งลงไปมากเข้า ๆ เห็นว่าไม่มีประโยชน์จึงอุดเสีย, อุดรูสองรูเล็ก ๆ นั้นเสีย. รู้ได้แน่ว่ากลวงและถึงน้ำ, เอาไม้แหย่ลงไปได้ลึกถึงน้ำ. นี่ก็เป็นลักษณะที่เขาทำแบบอินเดีย, หรือแบบไทยที่ได้รับจากอินเดีย อย่างนี้ เพราะเจดีย์ทางเชียงใหม่ก็เหมือนกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มักจะมีฐานอยู่ระดับดิน หรือสูงกว่าระดับดินนิดหน่อย แล้วก่ออิฐเป็นอุโมงค์ มีโพรงทะลุยอด.
เจดีย์นี้ไม่ได้ทะลุยอด แต่ทะลุขึ้นมาถึงพื้นที่กล่าวแล้ว นี่เนื่องจากประมาณ ๑๒๐๐ ปีแล้ว แม่น้ำพาดินมาถมหุ้มบริเวณโดยรอบ สูงขึ้น ๆ ประมาณเมตรครึ่ง ฉะนั้น พระเจดีย์นี้จึงเป็นอันว่าจมลงไปเมตรครึ่ง จึงต้องลอกดินโดยรอบออก ให้เห็นว่าเดิมนั้นถึงไหน มีลวดลายอย่างไร. คูนี้แหละเป็นที่บอกว่า พระเจดีย์นี้ถมขึ้นมาเมตรครึ่ง. แผ่นดินที่นี่, โดยเฉพาะหมู่บ้านเวียง ทั้งแถบนั้น แผ่นดินได้สูงขึ้นมาประมาณ ๓ เมตร หรือ ๖ ศอก ; เพราะว่าถ้าขุดหน้าดินตัดลงไปตรง ๆ จะพบเศษกระเบื้อง วัตถุสิ่งของ ลูกปัดอะไรที่เป็นของชำรุด เครื่องใช้อะไรบางอย่างฝังอยู่ลึกลงไป ๖ ศอก. นี่คือลักษณะของบ้านเมืองที่เก่าแก่เป็นอย่างนี้ ; หมู่บ้านเวียงทั้งหมดนี้เป็นอย่างนี้.
ทีนี้ มีผู้ถามว่า ทราบได้อย่างไรว่า พระเจดีย์องค์นี้เก่าถึง ๑๒๐๐ ปี ? ของที่เก่าถึงพันกว่าปีนี้จะหาหลักฐานอะไรเขียนไว้ตรง ๆ, หรือจะหาชื่อผู้สร้าง อะไร, ทำไม่ได้ ; ต้องเปรียบเทียบกันกับที่อื่น ๆ ซึ่งรู้พร้อม ๆ กันได้ เช่นว่า พระเจดีย์นี้เป็นแบบไหน ? รูปทรงแบบไหน ? แล้วทำอย่างไร ? โดยวิธีใด ?
นี่ก็พบได้ว่า : พระเจดีย์นี้ เป็นแบบทรงของพระเจดีย์แบบสีขระจากประเทศอินเดีย นี้อย่างหนึ่ง. แล้วก็ การก่ออิฐนี้ เมื่อเลิกถลกขึ้นดู จะเห็นว่าอิฐทุกก้อนจะติดกันสนิท ไม่รั่วน้ำ รั่วลม. แล้วก็ตัดเนื้ออิฐเป็นลวดลายไปในตัวเสร็จ. อย่างที่มีลวดลายประแจจีนนั้น เป็นอิฐตัดเลย ; ต้องลุกขึ้นดูจึงจะเห็นทั่วไปทั้งองค์เป็นอย่างนั้น. การก่อสร้างด้วยอิฐแบบไม่มีปูน แล้วตัดลวดลายในเนื้ออิฐเสร็จนี้ มีที่ไหนบ้าง ? ในประเทศไทยนี้ก็มีที่ไชยานี้, และก็มีที่ประเทศชวา, ประเทศไทยทางเหนือ ก็จะมีทางเมืองศรีเทพ แถวเพชรบูรณ์แถบนั้น, เป็นวิธีเดียวกันหมด.
โดยเหตุที่มันไม่เหมือนกับที่อื่น เหมือนกันอยู่แต่กลุ่มนี้ จึงเป็นที่ราบได้ว่า โดยศิลปะหรือโดยศิลปินอินเดีย หรือผู้มีอิทธิพลของอินเดียกระทำ ; แล้วไปเหมือนทางจามปา ทางประเทศญวนนั้นด้วย, ทุก ๆ แห่ง เมื่อทดสอบกันแล้ว มันบ่งไปยังสมัยศรีวิชัย พ.ศ. ราว ๑๒๐๐ เศษ ; โดยพบในจารึกแผ่นหินสลัก ในขนาดนี้ เป็นภาษาสันสกฤต อักษรอินเดียโบราณ ที่ใช้อยู่แถบแหลมมะลายู, ตั้งแต่เขมรลงไปถึงชวา บอกว่า : พระเจ้ากรุงศรีวิชัย ได้ให้สร้าง ไอษฏิเคหะ คือว่า เรือนอิฐหรือปราสาทอิฐ ไอษฏิเคหะ ขึ้น ๓ หลัง สำหรับบรรจุรูปปฏิมาของปัทมปาณี วัชรปาณี, และมารชิ ; ก็เป็นที่เชื่อได้ว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยนั้นได้ให้สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้น.
ระยะ พ.ศ. นั้น เรารู้ได้ด้วยว่า สมัยศรีวิชัยนั้นอยู่ในระยะประมาณศตวรรษที่ ๘ ของคริสตศตวรรษ หรือที่ ๑๓ ของพุทธศตวรรษ การก่อสร้างทั่วไปเหมือนกันหมดที่ชวา ที่ไชยา ที่จามปา ; โดยพวก นักค้นคว้าทางโบราณคดียุติต้องกันหมด ไม่เป็นที่สงสัยเกี่ยวกับรูปแบบ เกี่ยวกับวิธีทำ หรือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เป็นมา ; เห็นได้ว่ามัน ลงกันได้หมด จนเป็นที่เชื่อได้ว่าศิลปินชาวอินเดียได้มาเกี่ยวข้อง แนะนำได้มาสั่งสอน หรือว่า จะมาทำด้วยมือเอง อะไรก็สุดแท้ จึงเกิดพระเจดีย์อย่างนี้ขึ้น ; โดยเฉพาะไชยาที่ เป็นอย่างเดียวกันนี้ มีที่วัดแก้ว อีกองค์หนึ่ง ที่มีลักษณะอย่างนี้ ใหญ่โตกว่านี้ แต่ว่าอยู่สภาพชำรุด, และที่ วัดหลง ก็เหมือนกัน แต่ชำรุดมาก องค์เจดีย์หายไปเหลือแต่ฐาน ; พื้นฐานมีลักษณะเป็นอิฐอย่างเดียวกัน. แต่เดี๋ยวนี้อิฐถูกขโมยเอาไปใช้เสียหมดแล้ว ; ยังเหลือให้เห็นได้แต่เฉพาะที่เจดีย์นี้ ในภาพอย่างนี้, กับที่วัดแก้วในสภาพที่พอเห็นได้อยู่.
ทีนี้ เราก็ ทราบไม่ได้ว่าเป็นอย่างไรเฉพาะตอนบน ; เพราะว่าท่านผู้เฒ่าได้เล่าให้อาตมาฟังว่า : เมื่อประมาณ ๖๐ - ๗๐ ปีมานี้ พระเจดีย์นี้อยู่ในสภาพที่ต้นไม้ขึ้นคลุม มักจะเป็นต้นข่อย ; เหลืออยู่เพียงแค่บัวหงายลงมา, ส่วนเหนือบัวหงายขึ้นไป ไม่ใช่ของเก่า. ยิ่งกว่านั้น มุมโน้นส่วนมากก็พังลงมาบ้างนิดหน่อย, เหลือดีอยู่ ๓ มุม. เขาจึงเสริมมุมส่วนนั้นไว้ให้เต็ม มีสภาพเหมือนกัน. หลังจากบัวหงายขึ้นไปไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ; ท่านเจ้าคุณชยาภิวัฒน์ ซึ่งเป็นประธานการซ่อม ท่านจึงเอาแบบไทยสวมลงไป คือ บัวหงายกับลูกแก้ว และปล้องไฉน. ปล้องไฉนลูกแก้วและบัวหงายนี้เป็นแบบไทย เสริมขึ้นไป.
ถ้าถามว่าของเดิมจะเป็นอย่างไร เหนือบัวหงายขึ้นไป ? ก็ตอบได้แต่เพียงว่า ควรจะดูพระเจดีย์รูปร่างเหมือนอย่างนี้ที่ประเทศชวา แถวพรหมบานัน ; ดูจะมีลักษณะตรงขึ้นไปอย่างนี้เลย ยังเหลืออยู่ที่ประเทศชวา ให้ศึกษาพระเจดีย์ "แบบพรหมปานัน" ที่ประเทศชวา ก็จะเข้ายอดสุดของพระเจดีย์องค์นี้ได้.
เดี๋ยวนี้ เป็นอันว่า ไม่มีใครสงสัย ในหมู่วงนักโบราณคดี ทั้งฝรั่ง ทั้งไม่ใช่ฝรั่งว่า พระเจดีย์องค์นี้จะไม่ใช่สมัยศรีวิชัย ; ก็เลยถือเป็นแม่แบบของสมัยศรีวิชัย. กรมศิลปากรถือเอาเป็นแม่แบบของสมัยศรีวิชัย. ในประเทศไทย ที่พอจะถือว่าเป็น แบบอิทธิพลเดียวกัน ก็ที่เจดีย์ป่าสัก ที่เชียงราย แต่ไม่ได้คล้ายอย่างนี้ เพียงแต่ว่า มัน เป็นแบบทรงสีขระ.
ตรงนี้ควรจะทราบหน่อยว่า แบบสีขระนั่นคือแบบมียอดมาก ต้องเหลียวดูว่า มันมียอดมาก. ถ้า แบบสถูปะ ก็มียอดเดียว เป็นระฆังคว่ำ มียอดเดียวลักษณะอย่างนี้. ถ้าเอาแต่ลักษณะนี้ก็เรียกว่าสถูปะ อย่างนี้เป็นต้น ; แต่ถ้าประกอบไปด้วยยอดมาก ก็เรียกว่าสีขระ ซึ่งแปลว่า ภูเขา. พระเจดีย์แบบสีขระนี้เป็น inspiration ของพวกฮินดู ของฝ่ายพราหมณ์ เพราะว่าฝ่ายพราหมณ์ถือพระเจ้าหลายองค์ พระเจ้าองค์ที่เป็นประธาน คือพระอิศวรเป็นต้น ก็จะอยู่ยอดสุด แล้วพระเจ้ารอง ๆ ลงมา ก็อยู่ยอดรอง ๆ ลงมา ; พิจารณาโดย mythology เป็นอย่างนี้.
เขาทำเจดีย์แบบสีขระนี้กันอยู่ในฝ่ายฮินดู ในประเทศอินเดีย. พอ พุทธศาสนาอย่างมหายานเกิดขึ้น พวกนี้ความคิดเป็นอิสระ ; ไม่ทำพระเจดีย์แบบเดิมแบบพระสถูป คือแบบทรงระฆังคว่ำยอดเดียว. กล้า ถ่ายทอดเอาแบบฮินดูไป คือทำแบบเจดีย์มียอดมาก ; เพราะมหายานได้บัญญัติหลักอันใหม่ขึ้นมาให้พระพุทธเจ้ามาก. พระพุทธเจ้าทุกองค์ก็ออกมาจากพระพุทธเจ้า อาทิพุทธ แล้วก็มาจนถึง มัญชุศรีพุทธะ, ฌานิพุทธะ, อะไรมากมายด้วยกัน. อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ จึงได้รับเอาแบบฮินดูสีขระในวงของพวกพุทธฝ่ายมหายาน. ส่วนฝ่ายเถรวาทหรือหินยานคงใช้แบบระฆังคว่ำนั้นไปตามเดิม.
จากเหตุผลดังกล่าวมา, พระพุทธศาสนาที่นี่, ที่ไชยานี้ พิจารณาโดยพระเจดีย์องค์นี้ จึงเป็นอย่างมหายาน ; เห็นได้ประจักษ์โดยที่องค์เจดีย์เป็นรูปสีขระ, มิหนำยิ่งกว่านั้นก็คือว่ามี รูปอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ อย่างสวยอย่างใหญ่โตเท่าคน ซึ่งเอาไปไว้ที่กรุงเทพฯ นั้น เป็นหยานหลักฐานอย่างยิ่งว่า เป็นพุทธศาสนาอย่างมหายาน.
ในบริเวณเมืองไชยานี้ พบอวโลกิเตศวร เล็ก ๆ รอง ๆ ลงมา จนกระทั่งขุดดินลึกฟุตหนึ่งนี้มีรูปปั้นอวโลกิเตศวรราว ๑๓ - ๑๔ องค์ จึง กล่าวได้ว่าเป็นดงมหายาน ; ทำให้เชื่อว่าอวโลกิเตศวรองค์เท่าคน ที่นำไปไว้ที่กรุงเทพ ฯ นั้น เมื่อก่อนนี้จะได้อยู่ที่นี่ คงจะอยู่ในซุ้มนี้. แล้วต่อมาเมื่อมหายานสิ้นอิทธิพลลงไป, เถรวาทเข้ามาเห็นว่านี่ไม่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่พุทธศาสนาเดิมแท้ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ; พวกเถรวาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพวกลังกา ที่เข้านี้เคร่งครัดมาก จึงได้แนะนำให้เอารูปแบบมหายานนั้นออก ; เอาพระพุทธรูปอย่างเถรวาทแทน.
ของมีค่าชิ้นเอกชิ้นนั้น ได้ถูกนำไปโยนทิ้งอยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ที่นอกกำแพงตรงนั้น. นี่ของที่มีราคาชิ้นเดียวประมาณสามล้านบาท ไปนอนตะแคงทิ้งอยู่ที่นั่นหลายสิบปี จนกระทั่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาพบเข้า ; ตามที่อาตมาเคยเขียนไว้ในเรื่องโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน. เมื่อทรงเห็นก็เสด็จไถลลงมาจากหลังช้าง แทบว่าจะตกลงมาจากหลังช้าง ด้วยปีติ. พอเห็นของชิ้นนี้ แทบจะกระโดดลงมา ช้างไม่ทันทรุด ; ตรงเข้าอุ้มเลย ; จึงได้เข้าไปอยู่ในกรุงเทพฯ เอาไปถวายในหลวงรัชกาลที่ ๕ เป็นชิ้นเอก, เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ถ้าจะเอาไปเมืองนอกทีหนึ่ง ต้องตีค่าประกันสามล้านบาทเสมอไป. รูปจำลองที่เหมือนอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ที่นี่ก็มี ส่วนรูปจริงอยู่กรุงเทพฯ นั้นเดิมเคยอยู่ที่นี่, เดี๋ยวนี้ไปอยู่ที่โน่นแล้ว.
เดิมคงจะถูกทอดทิ้ง และยิ่งกว่านั้น เชื่อว่า คงจะมีคนเป็นออโธด๊อกซ์จัด เกลียดชังถึงไปทุบต่อยมันก็ได้ มันจึงได้หักแค่นี้ หักแค่นั้น และหาส่วนเหล่านั้นไม่พบ เขาอาจจะถือว่า นี่เป็นพุทธศาสนาอย่างมิจฉาทิฏฐิ ควรจะทำลายเสีย จึงทุบหัก เหลือลุ่นเท่าที่จะทุบไม่ได้แล้ว. มันลุ่นเหมือนลุ่น เท่าที่จะทุบไม่ได้แล้ว นำไปทิ้งอยู่ที่นั่น. ส่วนที่หักออกนั้นไม่ทราบว่าไปไหน.
แต่ทีนี้เรา ยังได้พบส่วนประกอบของอวโลกิเตศวรสัมฤทธิ์เท่า ๆ คนนี้อีก เช่นมีมือทอดออกไป ; ยังพบอีก ๒ - ๓ ชิ้น, ปรับกับขนาดองค์นี้ก็ยังไม่ใช่, ยังใหญ่กว่าองค์นี้อีก. จึงเชื่อว่าจะต้องมีอวโลกิเตศวรที่ใหญ่กว่าองค์นี้. ตามที่พบส่วนต่าง ๆ ในการขุดท้องนา หมู่บ้านที่เลยสถานีรถไฟไปหน่อย ; ตรงนั้นจะต้องมีอะไรมาก เพราะพบเศษของส่วนอวโลกิเตศวรอย่างที่ว่านี้ด้วย. ยิ่งกว่านั้น ยังได้พบธรรมจักรหินอย่างเดียวกับที่นครปฐม, ธรรมจักรหินอย่างเดียวกับนครปฐมบางส่วน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็อยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้แล้ว ไปดูได้ ; นั่นมันคงมีอะไรอยู่ที่ตรงนั้นมากเหมือนกัน แต่ไม่มีปัญญาขุด ไม่มีงบประมาณ หรืออะไรทำนองนั้น.
นี่เรา เป็นอันกล่าวได้ว่า ส่วนนี้แหละเป็นพระเจดีย์อย่างมหายาน มีอวโลกิเตศวรที่ประดิษฐานอยู่เป็นประธาน แล้วก็มีซากวิหารเล็ก ๆ ออกมาตรงหน้าอีกหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง, วิหารคดหรืออะไรนี้ ; ไม่ใช่. นี่เป็นของสร้างเสริมขึ้นทีหลัง, เป็นสมัยอยุธยาทั้งนั้น.
เป็นอันว่า หลังจากสมัยศรีวิชัยแล้ว ที่นี่ก็ทรุดโทรมลงไป ถูกทิ้งรกร้าง, แม้กระทั่งสมัยสุโขทัยกำลังเจริญ ก็ยังไม่เหลืออะไรเป็นซากให้เห็น ที่นี่, คือว่าพอสิ้นสมัยศรีวิชัยแล้ว สุโขทัยก็ขึ้นมาแทนที่ สุโขทัยแผ่ลงมา จึงไล่ศรีวิชัยไป, ตกทะเลไปทางใต้ ; ก็ไม่มีอะไรที่เป็นสมัยสุโขทัยเหลืออยู่ที่นี่. เพิ่งมาโผล่ของสมัยอยุธยา มีพระพุทธรูปศิลาแท่งทึบล้วน ๆ ในเมืองไชยานี้ประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ องค์, องค์ขนาดใหญ่หนักตั้ง ๒ ตัน ๓ ตันก็มี, ล้วนแต่มาจากภูเขาที่หลังสวนโมกข์ทั้งนั้น. ที่ภูเขาสูงหลังสวนโมกข์ ทิวเขานางเอนั่นแหละ มีพระพุทธรูปที่สร้างไม่เสร็จ หรือสร้างแล้วเสีย ทิ้งเพราะเสีย อยู่เกลื่อนไปหมดที่เขานั้นอยู่สมัยหนึ่ง. ทีนี้ ภูเขามันพังลงมาเรื่อย ๆ เลยทับเสีย, ต้นไม้ก็เลยขึ้นเป็นดง.
ที่นี่มีหินเนื้อเดียวกับที่ภูเขานั้น, เดี๋ยวไปดู พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ขุดได้จากภูเขานางเอนั้นมี ๓ องค์ ชะลอมาจากที่นั่น และตามวัดอื่นก็มี. เป็นอันว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ พุทธศาสนาที่เมืองนี้กลับฟื้นฟูอย่างหนักอีกครั้งหนึ่งต่อจากสมัยศรีวิชัย โดยพระพุทธรูปเหล่านี้เป็นหลักฐานพยาน, และพระพุทธรูปเหล่านี้บางองค์ยังมี inspiration ของศรีวิชัย : คือว่าแม้ทำในสมัยอยุธยา แต่ก็ทำบางอย่างให้เหมือนสมัยศรีวิชัย แม้เขาเอาปูนพอก. มิสเตอร์ เอบี กริสโวลต์ อุตส่าห์สำรวจทุก ๆ องค์ เขาพบ ๘ องค์ หรือ ๑๓ องค์ ที่มีลักษณะศรีวิชัยอยู่ที่นี่ ; แม้สร้างในสมัยอยุธยา ก็ยังมีอยากจะสร้างให้เหมือนสมัยศรีวิชัยอยู่บางองค์.
เป็นอันว่า สมัยศรีวิชัยรุ่งเรือง สมัยอยุธยารุ่งเรือง, ส่วนสมัยทวาราวดีนั้น เราไม่อาจจะกล่าวว่ารุ่งเรือง ; เพราะว่ามีพบชิ้นโบราณวัตถุส่วนน้อย แล้วก็เหมือนกับทางนครปฐม มันอาจจะมาจากนครปฐม หรือว่าตั้งต้นกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นี่ แล้วเลื่อนขึ้นไปทางนครปฐม นี้ทราบไม่ได้. แต่กล่าวได้เต็มปากว่า โบราณวัตถุที่เป็นหินของสมัยทวาราวดีนั้นที่นี่พบบ้าง ; โดยเฉพาะพระพุทธรูปองค์ที่สำคัญที่ยังเหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์นี้มี ๒ องค์, แล้วยังมีที่เอาไปไว้ที่กรุงเทพฯ แล้วนำเอามาไว้ที่นครปฐมอีกองค์หนึ่ง, เหลืออยู่ในพิพิธภัณฑ์ทั้งหัก และไม่หัก ก็มีหลายองค์. ที่อยู่ตามรอบอ่าวบ้านดอนนี้ ทั้งหมดรวมกันแล้วจะมีราว ๑๕ - ๑๖ องค์ที่เป็นสมัยทวาราวดี เราจึงไม่พูดว่า สมัยทวาราวดีนั้น พุทธศาสนาที่นี่รุ่งเรือง ; ไม่กล้าพูด แต่ว่ามีในสมัยทวาราวดี. พูดได้เต็มปาก แต่สมัยศรีวิชัย เพราะตรงนั้นก็มี ตรงโน้นก็มี แล้วก็ล้วนแต่ใหญ่ ๆ, องค์ที่อยู่ที่วัดแก้ว, พระเจดีย์นั้นถ้ายังสมบูรณ์อยู่ จะใหญ่โตกว่านี้มาก สวยงามมาก ; เพราะว่าองค์นี้มีคูหาเพียงเท่านี้ องค์โน้นก็มีคูหา แต่องค์ใหญ่โน้นโตมาก, ข้างโน้นก็มี ข้างในก็มี และน่ากลัวว่าจะใส่รูปโพธิสัตว์มหายานทั้งสามไว้เสียด้วย ต่อมาถึงถูกเปลี่ยนแปลงให้เป็นพุทธรูป แล้วก็พังทลายไป.
นี่คือส่วนที่ควรทราบของเมืองไชยา เกี่ยวกับพระธาตุองค์นี้ก็มีอย่างนี้ เมื่อวานนี้มีคนถามว่า คำว่าไชยานี้เป็นชื่อมาแต่เดิมหรือเปล่า.? นี้ก็ควรจะสงสัย.
ขอให้เข้าใจว่า ภูเขาศรีวิชัยอยู่ตรงไปทางทิศนี้แหละ (ชี้มือ) ; มีหลักฐานอยู่ว่าเรียกมาแต่เดิม. คำว่า ไชยา เป็นพยางค์สำคัญ พยางค์ท้ายของคำว่า ศิริวิชยะ, ชยะ คือ ไชยา, ศรี กับ วิ นั้น เป็น prefix ไม่ใช่คำตัวศัพท์. ศิริวิชยะ ชยะนี้คือไชยา. โดยชาวบ้านก็รู้กันอยู่แล้ว ไม่มีใครบอกได้ว่า คำนี้มันมีมากันแต่ครั้งเมื่อไร.
คำว่าศรีวิชัยนี้ มีในศิลาจารึก : เขาออกชื่อพระยาศรีวิชัยว่า ศิริวิชเยนทรภูบดี หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินเมืองศรีวิชัย ในศิลาจารึกที่ขุดพบแถวนี้แหละ. เราจะไม่มัวเถียงกันว่า พบที่เวียงสระหรือพบที่ไชยา เขาเอาไปทำปนกันยุ่ง แล้วสันนิฐานทั้งนั้น. ที่เราไม่ยอมก็คือว่า ศิลาจารึกที่นครศรีธรรมราช ๒ ชิ้นนั้น จะเอามาไว้ที่นี่, แล้วจะเอาเรื่องของนครศรีธรรมราชมาไว้ที่นี่นั้น ไม่เหมาะสม, ก็เป็นอันว่าแผ่นดินตรงนี้มีพุทธศาสนามาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ปี หรือ ๑,๘๐๐ ปี หรือถึงสมัยทวาราวดี.
สำหรับเชื้อชาติ หมู่ชน ก็ต้องพูดอย่างกำปั้นทุบดินว่า ประกอบด้วยชนชาติ ที่อยู่ที่นี่ตั้งแต่ชุมพร หรือว่า ใต้ชุมพรลงมา จนไปถึงปลายแหลมมลายู ถึงสุมาตราและชวา เข้าใจว่าจะต้องเป็นคนพันธุ์ชาติออโตมาเล ชาติพันธุ์ออสตราลอยด์ หรืออะไรทำนองนี้. เรื่องนี้เป็นเรื่องมานุษยวิทยา ; แม้แต่คำว่าชาติไทย หรือชนชาติไทย ก็ยังเป็นปัญหา. เดี๋ยวนี้มีคนคิดเห็นกันขึ้นมาว่า ชนชาติไทยมีมาแล้วตั้งหลายพันปีทางภาคอีสานนั้น. พันธุ์ออสตาลอยด์นั้นอาจจะมาทางนี้แล้ว หรือเป็นพันธุ์เดียวกัน.
ถ้าเรียกคนพวกนี้ว่าไทย ก็หมายความว่า ได้มาปนกับคนไทยที่เกิดนิยมชาวอินเดีย, นักเสี่ยงโชค นักผจญภัยทั่วอินเดียซึ่งมาตั้งอาณาจักรขึ้น ได้ปนชนชาตินี้ ; เพราะว่าเขาไม่อาจจะขนเอาชนชาติอินเดียมาที่นี่ได้, เขาต้องมามีอำนาจเหนือคนที่อยู่ที่นี่. นายธรรมทาสเขาเรียกคนเหล่านี้ว่าไทย แต่คนอื่นเขาไม่ยอม, แต่เขาไม่ยอม เขาก็ไม่สามารถจะหาคนชาติใดมาให้เป็นพลเมืองของพระเจ้ากรุงศรีวิชัยได้เหมือนกัน.
อาตมาจึงพูดรวม ๆ กันไปว่า ชนชาติที่อยู่ที่ไชยานี่ เมื่อ ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปีมาแล้วนี้ เป็นชนชาติพันธุ์ออสตราลอยด์มีรูปร่างสูงใหญ่ มีอยู่แล้วแต่ก่อน ; ไม่ใช่ชนชาตินิโกรหรือเงาะป่า. แล้ว วัฒนธรรมอินเดียข้ามมหาสมุทรมาจากอินเดียใต้ แถวอมราวดี มาสู่ดินแดนนี้. วัฒนธรรมที่นี่จึงเป็นวัฒนธรรมอย่างอินเดียใต้ ; แล้วก็น่าประหลาดที่ว่า มหายานนั้นเกิดทางอินเดียใต้ด้วยเหมือนกัน. อย่าไปหลงสำคัญผิด แล้วคิดว่ามีแต่ในอินเดียขึ้นไปทางเหนือ ดังที่กล่าวกันอยู่โดยมาก.
มหายานเกิดในอินเดียกลาง เจริญรุ่งเรืองมาทางใต้ก่อน, แล้วจึงขึ้นไปทางอินเดียเหนือ แล้วไปธิเบต ไปทางจีน. เถรวาทนั้นอยู่ที่แถวภาคกลาง ภาคเหนือเล็กน้อย แล้วขยายตัวลงมาเจริญกว้างขวางทางใต้. ทีนี้ พุทธศาสนาอย่างมหายานนี้มาจากอินเดียใต้ พร้อมทั้งวัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย, วัฒนธรรมที่มิใช่พุทธศาสนานั้นจะได้รับก่อนเสียด้วยซ้ำไป เพราะว่ามันต้องมากันก่อน ติดต่อกันก่อนด้วยการไปมาค้าขาย.
ที่อินเดียนั้น การนุ่งโจงกระเบนเหมือนคนไทย แล้วทูนของ มีแต่อินเดียใต้ ; ทางอินเดียเหนือไม่มี. เดี๋ยวนี้ไป ดูทางมัทราส เผลอเข้าจะหลับตาว่า อ้าว ! เป็นบ้านเราแล้วโว้ย นุ่งผ้าโจงกระเบนเหมือนที่นี่แล้วก็ทูนของบนศีรษะ ยังอยู่กระทั่งเมื่ออาตมาไป ได้ไปถ่ายรูปมาหลายรูป ; ชาวอินเดียภาคเหนือ ภาคกลาง ไม่มีอย่างนี้. นี่วัฒนธรรมอย่างนี้มีมาก่อนแล้ว ; เพราะว่าการไปมาโดยทางเรือนี้ มันมีอยู่ก่อนสมัยศรีวิชัยแน่ อาจจะถึง ๒,๐๐๐ ปี. ราว ๑,๒๐๐ - ๑,๓๐๐ ปี ศาสนาอย่างมหายานจึงมาที่นี่ เลยติดมากับพวกเหล่านี้ มาทั้งครูบาอาจารย์, มีทั้งพระเจ้า พระสงฆ์, มีทั้งลัทธิศาสนา. แล้วเมื่อคนที่เขามานั้น เขานับถือศาสนาอย่างนั้นอยู่ก่อน, พอมาตั้งบ้านเมืองทางนี้ได้ เขาก็ประดิษฐานพุทธศาสนาอย่างนี้ขึ้น. ฉะนั้น ศาสนาวัฒนธรรมสิ่งเหล่านี้จึงได้เกิดขึ้นที่นี่ เป็นแบบอินเดียใต้ ลงไปจนถึงสุมาตรา ชวา.
ตั้งแต่ชุมพรถึงหัวหิน เราถือว่าเป็นอาณาจักรกันชนระหว่างอาณาจักรศรีวิชัยที่นี่ กับทวาราวดีที่โน่น ; เป็นถิ่นที่ไม่มีคนอยู่ เพราะมันแห้งแล้งจนทำอะไรกินไม่ได้อย่างนี้ มันก็เป็นเครื่องกันชน กันกระทบกัน ระหว่างสองอาณาจักรด้วย ; ฉะนั้น จึงค้นโบราณวัตถุที่ตรงนั้นไม่ได้. ตกอยู่ที่นี่กลุ่มหนึ่ง, ที่ทวาราวดีนั้นกลุ่มหนึ่ง, แล้วก็มีเป็นหาง ลงมาในทางนี้. แต่ ความเป็นอินเดียนั้น อาตมารู้สึกว่า ที่นี่เข้มกว่า จะเป็นองค์พระเจดีย์ก็ดี จะเป็นรูปอวโลกิเตศวรก็ดี ถ้าพบที่นี่จะมีลักษณะเป็นอินเดียเข้มข้นกว่าที่พบที่ชวา. ฉะนั้น จึงเชื่อว่า มันลงไปจากทางนี้ แล้วค่อย ๆ เลื่อนลงไปทางโน้น, เพราะมันเข้มข้นกว่า. อย่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ท่านก็สันนิษฐานว่าอย่างนั้น คือมีการข้ามมาทางตะกั่วป่า มาทางอ่าวบ้านดอน. พบที่อยู่อุดมสมบูรณ์ อยู่กันเป็นปึกแผ่นแล้ว จึงค่อยขยายลงไปเรื่อย ๆ ; ฉะนั้น ความเป็นอินเดียที่นี่จึงเข้มข้นกว่าทางล่างลงไป.
เมืองหลวงของกรุงศรีวิชัยทีแรกตั้งอยู่ทางแหลมมลายู, เมืองหลวงสมัยที่เจริญที่สุดจะต้องอยู่ที่แหลมมลายู จะตรงไหนก็ตาม เดี๋ยวนี้พวกอินเดียเขาเชื่อกันอย่างนั้น. แต่พวกโบราณคดีกลุ่มเซเดส์ได้พูดกันอย่างอื่นเสียแล้ว, เขาว่าอยู่ที่ ปาเลมบัง สุมาตรา เรื่อยไป ; ตรงไชยานี้ไม่ยอมเชื่อมากขึ้น ๆ . ถ้าไม่มีอะไร ก็จะได้ไปดูพิพิธภัณฑ์. ที่ตรงนี้แผ่นดินมันสูงขึ้น ๆ ราวเมตรครึ่ง.
เรื่องที่ชาวอินเดียเข้ามาทางไทยนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เคยทรงสันนิษฐานให้อาตมาฟังเป็นส่วนตัวว่า : มาทางตะกั่วป่านี้สะดวกกว่า, ก่อนกว่า, เรียกว่าในสมัยเดียวกันกับสมัยศรีวิชัยได้ แต่มันพูดยาก : ที่นครศรีธรรมราชหาเจดีย์แบบสีขระแบบเดียวกับที่ไชยานี้ไม่พบ. อาตมาเชื่อว่า อาจจะถูกพวกลังกายุบเจดีย์แบบนั้นเสียหมดก็ได้ แล้วก็สร้างเจดีย์แบบลังกาขึ้น. ที่นี่พวกลังกาอาจจะไม่ทำการเปลี่ยนแปลงมากถึงอย่างนั้น, เจดีย์แบบสีขระจึงเหลืออยู่.
ที่นครศรีธรรมราชได้แต่เพียงสันนิษฐานว่า พระเจดีย์แบบสีขระที่มียอดหลาย ๆ ยอดขึ้นตรงไปอย่างนี้ทีเดียวนั้น มีตัวอย่างที่สร้างไว้เล็ก ๆ ตรงบริเวณข้างหน้าตรงประตู ; อาจจะเป็นการจำลองแบบของพระธาตุองค์เดิมไว้, ให้เห็นว่านั้นแบบองค์ใน ; องค์เดิมของพระธาตุองค์ใหญ่อาจจะเป็นแบบสีขระ หรือพอจะจัดเป็นแบสีขระได้.
คำว่าเก่า ในทางประวัติศาสตร์นี้ของห่างกันเพียง ๑๐๐ ปี เขาไม่เรียกว่าพี่หรือน้องกันได้ ต้องเรียกว่าสมัยเดียวกัน, มันต้องหลายร้อยปี และต้องติด ๆ กันไป. หลักทางภูมิศาสตร์นั้นความเจริญมาที่นี่ก่อน, ถ้าดูตามทางภูมิศาสตร์จะพบว่าตรงมาที่นี่ก่อน อย่างนั้นเรื่อยไป แล้วติดเนื่องกันไปเลย เรียกว่ายุคเดียวหรือสมัยเดียวกัน ไม่ใช่คนละสมัย. จะพูดว่าที่นี่ต้นสมัย ที่นั่นกลางสมัย ที่สุมาตราปลายสมัย ; นั้นแหละจะถูกที่สุดของสมัยศรีวิชัย ซึ่งมีระยะยาว ๗๐๐ ปี ในช่วง ๗๐๐ ปีของอาณาจักรนี้.
ซื้อหนังสือเรื่อง สุวรรณทวีป ของศาสตราจารย์มชุมทาร์ รวม ๓ เล่มจบ มาอ่านเสียบ้าง. สุวรรณทวีป หมายถึงแหลมมลายู, สุวรรณภูมิหมายถึง แถวนครปฐม. ตรงแถวนั้นแหละสุวรรณภูมิ มีเขตตั้งแต่พม่ามาถึงเมืองไทย แถบนั้นแหละเรียกว่าสุวรรณภูมิ. สุวรรณทวีป คือ แหลมตั้งแต่กิ่วลงไปทางล่างจนสุดถึงสิงคโปร์. สุวรรณโกณฑะคือสุมาตราและชวา เขาสืบทราบพอจะลงมติเชื่อกันได้ว่า มีชื่อเรียกกันเป็น ๓ อย่าง อย่างนี้ : สุวัณณภูมิ, สุวัณณทวีปะ, สุวัณณโกณฑะ. สุวัณณโกณฑะ ซึ่งเป็นเกาะ คือระหว่างชวากับสุมาตรา. ทวีปะนั้น มีน้ำ ๒ ข้าง คือแหลมนี้. โกณฑะ ก็แปลว่า ก้อนหรือเกาะ อย่างนั้น คำว่า สุวรรณภูมิ ก็หมายถึง ตอนบน หรือมิฉะนั้นก็หมายถึงทั้งหมดเลย ทั้งสุวัณณภูมิ สุวัณณทวีปะ สุวัณณโกณฑะ เป็นสุวัณณภูมิหมดก็ได้.
การก่อสร้างพระเจดีย์ที่นี่ ควรจะดูที่อิฐว่า ไม่รั่วน้ำ รั่วลม อิฐสะกัดในเนื้อมีที่เมืองไหนบ้างในประเทศไทย.