NAKHON

รูปเคารพพระโพธิสัตว์

คนทั่วไปเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า วัดตุมปัง(ร้าง) ซึ่งสมัยก่อนการขุดค้น
โดยกรมศิลปากร อย่างเป็นทางการได้มีการ สันนิษฐานว่าสถานที่แห่งนี้
น่าจะเป็นเทวสถานเนื่องจากมีการพบชิ้นส่วน ของรูปเคารพท่อนล่าง
และได้มีการสันนิษฐานว่าน่าจะ เป็นพระวิษณุ ซึ่งชาวบ้านเล่าว่าสมัยก่อน
ได้มีการขุดพบเทวรูปดังกล่าวและยกขึ้นหลังช้างออกจากป่าแต่เกิดพลัด
ตกลงมาทำให้ เทวรูป แยกเป็น ๒ ท่อน ชาวบ้านเก็บเฉพาะท่อนบน
ขึ้นไปและไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๕ กรมศิลปากร ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีหน่วยปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างสำนักงานโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๑ นครศรีธรรมราชร่วมกับโครงการอาศรมวัฒนธรรม ในการดำเนินการขุดแต่ง/ขุดค้นโบราณสถาน ตุมปัง เพื่อศึกษาทางโบราณคดี รายละเอียดทางกายภาพของแหล่งขอบเขตที่แท้จริงของโบราณสถาน รวมถึงการอนุรักษ์โบราณสถานภายหลังการขุดแต่ง

ทั้งนี้ผลจากการขุดแต่งทำให้พบเศียรพระพุทธรูปส่วนของท่อนลำตัวตั้งแต่คอลงมาถึงบั้นเอว และท่อนกร(ซ้าย) ตั้งแต่แขนถึงมือ เมื่อนำชิ้นส่วนทั้ง๓ ชิ้น ที่ได้ขุดพบไปประกอบเข้ากับส่วนท่อนล่างของรูปเคารพที่เคยพบก่อนหน้านี้ ทำให ้ทราบว่าเป็น รูปเคารพองค์เดียวกัน และเมื่อทำการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันแล้วสันนิษฐานว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ดังนั้นข้อสันนิษฐาน เดิม เกี่ยวกับรูปเคารพจากโบราณสถานตุมปัง ซึ่งเคยพบเฉพาะชิ้นส่วนท่อนล่างแล้วสันนิษฐานว่า เป็นพระวิษณุนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลง โดย ผลการสรุปที่แน่นอนนั้นทางกรมศิลปากรและโครงการอาศรมวัฒนธรรมจะนำเสนอให้ทราบต่อไป
----------------
จากการขุดแต่งโบราณสถานตุมปัง พบรูปเคารพสลัก
จากหินทราย สันนิษฐานว่าเป็นพระโพธิสัตว์ สภาพที่ได้หัก
ออกเป็นส่วนๆ คือจากการขุดแต่ง โบราณสถานหมายเลข 1


พบส่วนองค์ของรูปเคารพ ท่อนบนตั้งแต่ส่วนบั้นเองขึ้นไป
จนถึงพระสอ มีการสลักตกแต่งเป็นรูปสร้อยบริเวณพระอุระ
และพระอุทร และใกล้ๆกันนั้น ได้พบชิ้นส่วนพระกรซ้าย
แสดงวิตรรกมุทราอีกชิ้นหนึ่ง

ต่อมากจากการขุดแต่งเนินโบราณสถานหมายเลข 3 บริเวณ
พื้นห้องได้พบ ส่วนเศียรรูปเคารพสวมกรัณฑมงกุฎ เจาะเป็น
ช่องเล็กๆ รูปสามเหลี่ยมที่ด้านหน้า ทำให้สันนิษฐานในเบื้องต้น
ว่า องค์นี้น่าจะเป้ฯพระโพธิ์สัตว์องค์ใดองค์หนึ่ง ระหว่าง พระอว
โลกิเตศวร หรือพระเมไตรยะ เพราะว่าที่ช่องเล็กๆนี้ หาก
ประดิษฐานรูปพระอมิตาภะ แล้ว จากลักษณะดังกล่าว ในทาง
ประติมานวิทยา สามารถสันนิษฐานเบื้องต้นว่า คือ พระอวโล
กิเตศวร แต่หากประดิษฐาน องค์สถูปอยู่ด้านหน้ามงกุฎทอง
แล้ว จะสันนิษฐานได้ว่าเป็น พระเมไตรยะ

เมื่อนำชิ้นส่วนรูปเคารพที่ได้จากการขุดแต่งมาต่อกับ
ท่อนล่างรูปเคารพที่แต่เดิมเชื่อว่าเป็นเทวรูป พระนารายณ์
ซึ่งได้มาจาก โบราณสถานตุมปัง เช่นเดียวกัน แต่นำมาเก็บ
รักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ตั้งแต
่ครั้งมาสำรวจเมื่อปี 2536 และเมื่อทดลองต่อ สามารถต่อกัน
ได้เป็นองค์เดียวกัน ทำให้ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับรูปเคารพ
และโบราณสถานตุมปัง ที่เดิมสันนิษฐานว่าเป็นเทวสถาน
ใน ศาสนาพราหมณ์ ไวษณพนิกาย ปัจจุบันข้อสันนิษฐาน
ได้เปลี่ยนเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนานิกายมหายาน
-----------------------------------------------

หมายเหตุ(ผู้โพสต์)

เมื่อประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ แล้วปรากฎดังรูป

โบราณวัตถุชิ้นนี้อาจเปรียบดัง รหัสที่จะเข้าสู่องค์ความรู้ที่เป็น"ศาสตร์" มากกว่า "เล่ากันมาก็ว่ากันไป"

แหล่งที่มา http://www.toompung.com/

เรื่อง ศิริญญา มงคลวัจน์

เอื้อเฟื้อข้อมูลจาก : กรมศิลปากร

นครศรีธรรมราชเป็นชุมชนโบราณที่มีหลักฐานปรากฏการตั้งถิ่นฐานมานานนับพันปี ภาชนะ เครื่องใช้ในการดำรงชีวิตที่ค้นพบ เช่น เครื่องมือหินใช้ในการดำรงชีวิต สะท้อนพัฒนาการอันต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวอักษรขึ้นมาใช้ในการสื่อสาร

นครศรีธรรมราชในสมัยประวัติศาสตร์ถือเป็นชุมชนค้าขายทางทะเลที่สำคัญ ซึ่งผลจากการติดต่อค้าขายทำให้อิทธิพลทางศาสนาและวิทยาการจากอินเดีย จนกลายเป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาทั้งศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ ดังปรากฏว่ามีการค้นพบหลักฐานต่างๆทั้งที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุ เช่น เทวสถาน พระพุทธรูป เทวรูปพระนารายณ์ ศิวลึงค์ พระพิฆเนศ ปรากฏทั่วในนครศรีธรรมราช

อาจกล่าวได้ว่าความเชื่อในศาสนาพราหมณ์เจริญควบคู่การตั้งถิ่นฐานของเมืองนครศรีธรรมราช และการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์ทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็น "ศูนย์กลางวัฒนธรรมอินเดียในคาบสมุทรภาคใต้"

*กำเนิดพราหมณ์

ศาสนาพราหมณ์มีกำเนิดในประเทศอินเดีย ยุคพระเวท (ประมาณ 1,500-900 ปีก่อนคริสตกาล) แพร่เข้ามาทางภาคใต้ของไทย ราวพุทธศตวรรษที่ 10 โดยอาศัยพราหมณ์(ฮินดู) ส่วนหนึ่งเดินทางโดยเรือข้ามมหาสมุทรอินเดียมาขึ้นฝั่งทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก แล้วเดินบกข้ามเขามายังนครศรีธรรมราช ส่วนหนึ่งข้ามช่องแคบมะละกาสู่อ่าวไทย มาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชปัจจุบัน

สันนิษฐานว่า พราหมณ์รุ่นแรกที่เข้ามาน่าจะเป็น "ไศวนิกาย" นับถือพระศิวะ(พระอิศวร)เป็นเทพสูงสุด ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 12 พบหลักฐานสัมพันธ์ลัทธิไวษณพนิกาย นับถือพระวิษณุ(พระนารายณ์)เป็นเทพสูงสุดเริ่มแผ่อิทธิพลเข้ามา

สมัยก่อนพราหมณ์ได้รับการยอมรับจากเจ้าผู้ครองนคร ในฐานะผู้รู้พระเวทและพิธีกรรม รวมทั้งภาษาสันสกฤตและอักษรปัลลวะที่ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นจึงอยู่ในฐานะนักวิชาการที่สำคัญของเมือง กระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 18 พุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ได้แผ่เข้ามาทำให้อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ลดลง จนปัจจุบันแทบไม่มีศาสนิกของพราหมณ์อยู่ในเมือง

*"เขาคา" ศูนย์กลางจักรวาลแบบย่อส่วน

โบราณสถานเขาคา ตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็ก บริเวณตำบลสำเภา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแนวเทือกเขาเรียกว่าเขานครศรีธรรมราช และยังเป็นต้นน้ำของคลองหลายสาย ตอนกลางเป็นที่ราบมีการทับถมของตะกอนแม่น้ำเหมาะกับการก่อตั้งชุมชน ทำการเกษตรกรรมและใช้น้ำเป็นเส้นทางคมนาคม ดังนั้นสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะมีการตั้งถิ่นฐานอาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ จนเข้าสู่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ซึ่งเริ่มติดต่อค้าขายกับชาวอินเดียตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมา

การติดต่อค้าขายทางทะเลกับชาวอินเดียทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม คติความเชื่อทางศาสนาจากพ่อค้าและนักบวช(พราหมณ์) ชาวอินเดีย ราวพุทธศตวรรษ 12-14 เป็นยุคเฟื่องฟูของศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย มีการตั้งเทวาลัยจำนวนมากทั้งพื้นราบและบนเนินเขา ขณะที่ศาสนาสถานแบบพุทธนิยมก่อตั้งบนพื้นราบ จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ผ่านมา พบว่าบริเวณพื้นที่เขตอำเภอสิชลปรากฏการตั้งเทวสถานในศาสนาพราหมณ์หนาแน่นมากกว่า 40 แห่ง โดยมี "โบราณสถานเขาคา" เป็นศูนย์กลางจักรวาลบนโลกมนุษย์ ตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

เขาคาประกอบด้วยยอดเขา 2 ยอด โดยมีศาสนสถานก่อตั้งตามคติความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกายนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ตั้งเรียงรายตามสันเขา เปรียบเขาคาดั่งเขาพระสุเมรุที่ประทับของเทพเจ้าสูงสุด เสมือนเทวาลัยแห่งพระศิวบนยอดเขา ประดิษฐานศิวลึงค์ตามคัมภีร์ศิวปุราณะ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระผู้เป็นเจ้าอันยิ่งใหญ่ โดยมีลำน้ำหรือคลองท่าทนไหลผ่านเขาคาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศเหนือ สมมติเป็นแม่น้ำคงคาตามความเชื่อทางศาสนา

นอกจากปรากฏหลักฐานมีความสัมพันธ์กับลัทธิไวษณพนิกาย เช่น พระวิษณุศิลากลุ่มศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนา และเป็นที่พำนักของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี

ล่วงมานับพันปี วันนี้ความรุ่งเรืองดังกล่าวเหลือเพียงซากปรักหักพัง

พงศ์ธันว์ สำเภาเงิน นักโบราณคดี สำนักงานศิลปากร 14 นครศรีธรรมราช กล่าวว่า โบราณสถานเขาคาแห่งนี้ปรากฏร่องรอยศาสนาพราหมณ์ชัดเจน ค้นพบศาสนสถานใกล้ๆกันหลายหลัง กำหนดอายุได้ตั้งแต่พุทธศตวรรษ 12 เป็นต้นมา โดยชื่อที่มาของ "เขาคา" มีการสันนิษฐานหลากหลาย บ้างก็ว่าเพี้ยนมาจากเขาของข้า บ้างก็ว่าสมัยก่อนบริเวณนี้มีหญ้าคาขึ้นอยู่ทั่วไป

จากการขุดแต่งและบูรณะโดยหน่วยศิลปากรที่ 8 นครศรีธรรมราช ปี 2530 พบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม เช่น ธรณีประตู กรอบประตู ฐานเสา นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุ ได้แก่ รูปเคารพ ฐานโยนิ ศิวลึงค์

แต่เดิม เส้นทางขึ้นเขาคาอยู่ทางทิศตะวันตกใกล้กับคลองท่าทน ปัจจุบันทางขึ้นตั้งอยู่ทางทิศใต้ ถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นขั้นบันไดค่อยๆลาดชันขึ้นไปสู่โบราณสถาน เริ่มจาก โบราณสถานหมายเลข 1 เป็นอาคารผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐเรียงตัวสูงจากพื้นดิน ภายในมีฐานโยนิตั้งอยู่ พร้อมกับชิ้นส่วนของหินธรณีประตู และฐานเสากระจัดกระจาย

เดินต่อไปได้ไม่นาน พบแอ่งขนาดใหญ่รกด้วยต้นหญ้าและพรรณไม้ปกคลุม เจ้าหน้าที่โบราณคดีอธิบายว่าเป็นสระน้ำสร้างขึ้นโดยการปรับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำระหว่างเนินเขา มีการนำก้อนหินขนาดต่างๆมากั้นเป็นผนังขอบสระป้องกันการพังทลายของดิน ใช้บริโภคและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

หยาดฝนโปรยปรายเริ่มขาดเม็ด พร้อมกับการเดินทางมาถึงโบราณสถานหมายเลข 2 เป็นอาคารหลังใหญ่สุดและถือเป็นอาคารหลักสำคัญที่สุดในบรรดาเทวาลัยบนเขาคา สันนิษฐานว่าเป็นเทวาลัยประธาน วิมานที่ประทับของพระศิวเทพเจ้า

ลักษณะอาคารเป็นผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส รายรอบด้วยกำแพงแก้ว ลานประทักษิณ ตัวอาคารมีฐานบันไดเพียงไม่กี่ขั้น ก็ก้าวถึงธรณีประตูเข้าขึ้นไปยืนภายในศาสนสถานอันว่างเปล่า มีเพียงชิ้นส่วนแตกหักของกรอบ

ประตู ตรงกลางศาสนสถานตั้งฐานโยนีลักษณะคล้ายฐานบัว มีฐานเขียง ลวดบัว ส่วนท้องไม้แกะเป็นช่องคล้ายฐานเสาประดับอาคาร ส่วนบนของฐานโยนีเจาะเป็นรูรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตรงกลาง ด้านหน้ามีรางยื่นออกมา นอกจากนี้ยังค้นพบโบราณวัตถุรายรอบศาสนถานได้แก่ ฐานเสามีลักษณะเป็นแผ่นหินกลมมน เจาะรูตรงกลางเป็นรูปสี่เหลี่ยม บางแผ่นมีลักษณะเป็นวงกลมซ้อนกัน 2 ชั้น ตรงกลางเจาะรูเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสำหรับสวมเสาไม้ ฐานเสา รางน้ำลักษณะเป็นแท่งหินปูนเซาะร่องตรงกลางสำหรับทางน้ำไหลผ่านได้ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นรางระบายน้ำจากพื้นอาคารลงสู่ไหล่เขา

จากโบราณสถานหมายเลข 2 ระหว่างทางเดินไปยังโบราณสถานลำดับต่อไปผ่านต้นไม้สูงชะลูด เจ้าหน้าที่โบราณคดีชี้ชวนให้ดูทางลาดลงจากเขา ปรากฏต้นไม้เล็กๆขึ้นเต็มไปหมด สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น "ทางเดิน" ขึ้น-ลง ศาสนสถานในสมัยโบราณ

ปลายสุดของยอดเขาทางทิศใต้เป็นที่ตั้งของโบราณสถานหมายเลข 4 ท่ามกลางต้นไม้หนาตา ดอกไม้ป่าสีสันสดใส มีอาคารผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะการก่อสร้างนำเศษหินมาก่อเรียงยกพื้น ภายในปรากฏก้อนหินขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายลึงค์ สันนิษฐานว่าอาจหมายถึง สวยัมภูลึงค์ หรือ ศิวลึงค์ที่เกิดขึ้นเอง

ศิวลึงค์ของศาสนาพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชรุ่นแรกๆมักติดกับฐานโยนี เวลาทำพิธีกรรมกระทำโดยการรดน้ำลงไปบนโบราณวัตถุดังกล่าว ซึ่งตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ถือว่า น้ำที่ไหลลงมานั้นเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ นิยมนำมาดื่มและอาบ ศิวลึงค์รุ่นต่อๆมา ประกอบด้วย 3 ส่วน แต่ละส่วนมักไม่เท่ากัน

ศิวลึงค์แบบสมบูรณ์ประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนล่างสุดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส หมายถึง พรหมภาค คือ ภาคของพระพรหม ส่วนกลางออกแบบเป็นแปดเหลี่ยมเรียกว่า วิษณุภาค คือ ภาคของพระวิษณุ และส่วนยอดบนสุดมีลักษณะทรงกลมมน เรียกว่า รุทรภาค คือภาคของพระอิศวร ทั้ง 3 ภาครวมเป็นภาคเดียวกันเรียกว่า ตรีมูรติ

*ศาสนสถาน "พราหมณ์" ในเมือง

ในบริเวณตัวเมืองเก่านครศรีธรรมราชก็มีศาสนสถานพราหมณ์หลายแห่ง เป็นต้นว่า อาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาไม้มุงกระเบื้องดินเผา ด้านหน้าเป็นรูปจั่ว เป็นศาสนสถานในศาสนพราหมณ์ลัทธิไวษณพนิกาย บูชาพระนารายณ์ ตั้งอยู่ในตัวเมืองนครฯ เรียกว่า "หอพระนารายณ์" เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมและประดิษฐานเทวรูป พระนารายณ์ ภายในประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์ ทำด้วยหินทรายสีเทา สวมหมวกทรงกระบอกปลายสอบ พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ ปัจจุบันยังคงเปิดให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้บูชา

ตรงกันข้ามเป็นที่ตั้งของ "หอพระอิศวร" โบราณสถานในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย บูชาพระอิศวรหรือพระศิวะ สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานศิวลึงค์ สัญลักษณ์ขององค์พระอิศวร นอกจากนี้ภายในยังประดิษฐานเทวรูปสำริดอื่นๆ เช่น พระอุมา พระคเณศ ทว่าปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

พิธีกรรมสำคัญของพราหมณ์ในนครศรีธรรมราชโบราณ คือ พิธีตรียัมปวายและตรีปวาย พิธีตรียัมปวายเป็นพิธีรับพระศิวะ(หรือพระอิศวร) ในช่วงปีใหม่ (คือวันขึ้น 7 ค่ำถึงแรมค่ำเดือนอ้าย)ด้วยการโล้ชิงช้า ส่วนพิธีตรีปวายเป็นพิธีรับพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ช่วงปีใหม่ต่อจากพิธีรับพระศิวะ(คือวันแรมค่ำถึงวันแรมห้าค่ำเดือนอ้าย) ปัจจุบันพิธีโล้ชิงช้า(ในพิธีตรียัมปวาย)ถูกยกเลิกไปเมื่อพ.ศ.2468 (ที่ยังพอมีอยู่บ้างเป็นบางปี คือพิธีแห่นางกระดาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีโล้ชิงช้า)

แม้ว่าร่องรอยความรุ่งเรืองของศาสนาพราหมณ์จะปรากฏเหลือเพียงซากปรักหักพังของศาสนสถาน และโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบให้คนรุ่นต่อมาได้ทำการสืบสาวประวัติความเป็นมาอันยาวนาน อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็พอจะยังคงหลงเหลือกลิ่นอายความเชื่อและพิธีกรรมที่มีความสัมพันธ์กับศาสนาพราหมณ์

"เดี๋ยวนี้ยังมีคนนับถือพราหมณ์เข้าไปกราบไหว้ศิวลึงค์ในฐานพระสยม เทวสถานศาสนาพราหมณ์ในตัวเมืองนครฯ" พงศ์ธันว์แสดงความเห็นทิ้งท้าย

หัวนะโม เครื่องรางของขลังคู่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นวัตถุทรงกลม มีตัวอักษร กล่าวกันว่าพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชสร้างไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ โดยอัญเชิญเทพเจ้าทั้งสาม คือ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม มาสถิตในหัวนะโม เพื่อเอาไปฝังหว่านรอบเมืองนครศรีธรรมราช ป้องกันโรคห่าระบาด ปัจจุบันยังคงเป็นวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมทั้งจากคนในท้องถิ่นและคนต่างถิ่นที่มาเยือน

****************

รอยพราหมณ์ที่ "เขาศรีวิชัย"

จากเนินทางขึ้นไม่ค่อยลาดชันมากนัก เดินทางมาถึง เนินโบราณสถาน "เขาศรีวิชัย" เรียกตามชื่อวัดเขาศรีวิชัย บ้างก็ว่าเดิมชื่อวัดหัวเขาบน ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดเขาศรีวิชัย หรือเรียกอีกชื่อว่า "เขาพระนารายณ์" ตามการค้นพบเทวรูปพระนารายณ์บนยอดเขาถึง 4 องค์ด้วยกัน ตั้งอยู่ตำบลศรีวิชัย อำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี สันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของเมืองโบราณขนาดใหญ่ อายุตั้งแต่พุทธศตวรรษ 12-13

พงศ์ธันว์ อธิบายว่าเนินโบราณสถานมีทั้งหมด 8 แห่ง โดยลักษณะเนินโบราณสถานหมายเลข 1 เป็นอาคารอิฐ ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในเป็นดินทรายบดอัดเป็นแกนข้างใน ทางเข้าตั้งอยู่ทางทิศเหนือ พบฐานเสาสลักจากหินสำหรับรองรับเสาไม้ สันนิษฐานว่าตัวอาคารอาจเป็นเครื่องไม้ยกพื้นสูง มีหลังคากระเบื้องดินเผาหรือแฝกปกคลุม ผนังข้างนอกเป็นอิฐไม่ก่อเต็ม นอกจากนี้พบว่า มีการก่ออิฐรอบล้อมศาสนสถานจากการขุดแต่งสันนิษฐานว่าซากอาคารก่ออิฐฐานสูงน่าจะเป็นเทวาลัยประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุ

ลักษณะของสถาปัตยกรรมโบราณในเขาพระนารายณ์หลงเหลือหลักฐานเพียงเล็กน้อย "เริ่มขุดแต่งมาตั้งแต่ปี 2542 สภาพหลังขุดแต่งเหลือหลักฐานค่อนข้างน้อย จึงไม่สามารถทราบรูปทรงรูปแบบอาคารได้ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าเป็นอาคารเครื่องไม้ มีอายุราวพุทธศตวรรษ 12-13 พอจะบอกได้ว่าเป็นกลุ่มศาสนสถานหลายหลัง แต่หลังใดเป็นองค์ประธานยังกำหนดไม่ได้"

ลักษณะของสถาปัตยกรรมในโบราณสถานหมายเลข 2 ,4,5 มีลักษณะคล้ายกับหมายเลข 1 อย่างไรก็ตามลักษณะของหมายเลข 4-5 เป็นอาคารหลังใหญ่ ส่วนอาคารหมายเลข 6 เป็นอาคารก่ออิฐ ผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมเป็นกากบาท หน้ากระดานลวดบัว แสดงถึงการรับอิทธิพลจากอินเดีย เช่นเดียวกับอาคาร 8 มีรูปแบบคล้ายอาคารในศาสนสถานในอินเดีย ที่อาคารหมายเลข 4 พบเทวรูปพระนารายณ์ ปัจจุบันนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พระนคร

"การเรียงอิฐพบได้ทั่วไปในอินเดีย ลักษณะการก่อสร้างทับซ้อนแสดงถึงการใช้งานอย่างต่อเนื่อง"

ผลการตกแต่งพบโบราณวัตถุที่มีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนาและพราหมณ์ เช่น เทวรูปพระนารายณ์จำนวน 4 องค์ โดยองค์สำคัญจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระนคร ฐานเคารพ ศิวลึงค์ พระพิมพ์เม็ดกระดุม ชิ้นส่วนธรรมจักร นอกจากนี้ยังค้นพบลูกปัดแก้วสีต่างๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวบ้านลักลอบเข้ามาขุดหาลูกปัดกันจนผิวดินเป็นหลุมเป็นบ่อ กระทั่งปัจจุบันยังมีโอกาสได้พบเป็นหลุมที่ชาวบ้านมาขุดหาลูกปัดเป็นรูทิ้งไว้

"บางช่วงเป็นศาสนาพราหมณ์ แต่ก็ค้นพบชิ้นส่วนธรรมจักร พระพุทธรูป ดังนั้นบางช่วงพุทธศาสนาน่าจะมีส่วนสำคัญ วัยรุ่น เด็กนักเรียนเข้ามาขุดหาลูกปัด ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาเฝ้า มีเพียงชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตา"

*************************

จาก ผู้จัดการออนไลน์


พระพิฆเนศวร์ กรุนครศรีธรรมราช ' เทพแห่งศิลปะและความสำเร็จทั้งปวง '

นครศรีธรรมราช เป็นเมืองโบราณที่มีกำเนิดมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7 ประมาณ 1,800 ปีล่วงมาแล้ว เป็นเมืองสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศาสนา มากที่สุดในภาคใต้ นครศรีธรรมราช มีชื่อเรียกในสมัยโบราณที่ชนชาติต่าง ๆ รู้จักกันมากมายหลายชื่อ เช่น ตามพรลิงก์ มาหมาลิงคม ตั้งมาหลิ่ง ตันมาลิง ตมลิงคาม ตามโพลิงเกศวร โฮลิง โพลิง เชียะโท้ว โลแล็ก สิริธรรมนคร ศรีธรรมราช ลิกอร์ ละคอน คิวคูตอน สุวรรปุระ ปาฎลีบุตร และ เมืองนคร ฯลฯ เป็นต้น

คำว่า "นครศรีธรรมราช" มาจากสร้อยพระนามของปฐมกษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราช คือ พระเจ้าศรีธรรมโศกราช แปลว่า นครของราชาผู้ทรงธรรมอันสง่า และธรรมแห่งราชานครนี้ คือ ธรรมแห่งพระพุทธศาสนา อาจจะพูดได้ว่า เมืองนครศรีธรรมราช มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ทั้งยังได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินเดียใต้ , ลังกา และดินแดนอื่นๆ ในเอเซียอาคเนย์ เช่น เขมร มอญ พม่า ชวา มลายู แต่อิทธิพลวัฒนธรรม อินเดีย ดูเหมือนจะส่งผลต่อชีวิตผู้คนในเมืองนี้หลายอย่าง ทั้งด้านความเป็นอยู่ ความเชื่อ ศาสนา ประเพณี และคงสะสม กันจนกระทั่งกลายเป็น วัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น ไปในที่สุด การที่วัฒนธรรมจากอินเดียแพร่เข้ามา ก็เพราะเมืองนี้ตั้งอยู่ในทิศทางลมมรสุมพัดผ่าน ซึ่งสะดวกในการเดินเรือ และมีทรัพยากรอันเป็นที่ต้องการของอินเดียมาก นครศรีธรรมราชจึงเป็นท่าเรือการค้ามาแต่สมัยโบราณ

ก่อนที่พุทธศาสนาจะหยั่งรากสะบัดใบบนดินแดนแห่งนี้ ศาสนาพราหมณ์ได้แพร่อิทธิพลเข้ามาก่อนหน้านั้นแล้ว ดังจะพิจารณาได้จากโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบมากมาย เมืองนครศรีธรรมราชจึงมีทั้งพราหมณ์ และพุทธ มีทั้งพุทธมหายาน และพุทธหินยาน วัฒนธรรมประเพณีของเมืองนี้หลายสิ่งหลายอย่าง จึงผสมผสานกันทั้งพราหมณ์และพุทธ สำหรับ โบราณวัตถุประเภทพระเครื่องที่ขุดค้นพบ มีทั้งสมัยทวารวดี ศรีวิชัย อยุธยา พระเครื่องที่ขุดพบ ไม่ว่าจะเป็น พระกรุวัดนางตรา พระกรุวัดท่าเรือ พระกรุวัดนาสน พระกรุวัดนาขอม พระกรุวัดท้าวโคตร พระกรุวัดโพธิ์ พระกรุวัดนาคคาม พระกรุวัดเขาพนมไตย พระกรุวัดพระเวียง พระกรุวัดจันทร์ พระกรุวัดถ้ำเขาแดง พระกรุถ้ำเขาเหมน ซึ่งมีทั้งที่สร้างด้วยดินดิบ ดินเผา และโลหะต่างๆ จึงเป็นยอดพระเครื่องที่นักพระเครื่องรู้จักกันทั่วประเทศ นอกจากนั้นยังมีการพบ เงินตรานอโม ซึ่งมีอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 อันเป็นช่วงที่นครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีเมืองบริวารถึง 12 เมือง เรียกว่า เมือง 12 นักษัตร

ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้ง พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ได้สร้าง เมืองนครศรีธรรมราช ขึ้นใหม่ๆ ได้เกิด โรคห่าระบาด ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก จึงคิดแก้อาถรรพณ์ โดยการสร้าง เงินตรานะโม โปรยปรายไปรอบกำแพงเมือง และศาสนสถาน เงินตรานะโม เป็นเนื้อนวโลหะ (เนื้อเก้า) ประกอบด้วย เนื้อทองคำ เนื้อทองอุไร เนื้อทองแดง เนื้อเงิน เนื้อสังกะสี เนื้อเหล็ก เนื้อปรอท เนื้อพลวง และเนื้อตะกั่ว หล่อหลอมเป็นเนื้ออันเดียวกัน โดยมีว่านยาบางชนิดเป็นตัวผสมผสาน มีสัณฐานกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ด้านหนึ่งสลักตัวอักษรอินเดียโบราณเป็นตัวอักษร น หมายถึง นะโม แปลว่า ความนอบน้อม ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็น เครื่องรางของขลัง อย่างหนึ่งที่นักสะสมพระเครื่องนิยมชมชอบกันมาก และค่อนจะหาของแท้ได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม การที่ เมืองนครศรีธรรมราช ได้ติดต่อกับชาวต่างชาติมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 7-8 เป็นต้นมา จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 9-10 เมืองนครศรีธรรมราช จึงได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์เป็นอย่างมาก ดังที่ได้ขุดพบหลักฐานเป็นเทวรูป พระวิษณุ เนื้อศิลา ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นครศรีธรรมราชถึง 3 องค์ด้วยกัน และยังมี เทวสถาน อีกหลายแห่ง เช่น ฐานพระสยม หรือ พระสยมภูวนาถ ตั้งอยู่ริมถนนหลังพระบรมธาตุ ตอนใกล้สี่แยกท่าชี อำเภอเมือง ฐานพระสยม ก็คือ หอพระอิศวร นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมี หอพระนารายณ์ อันเป็นเทวสถานในลัทธิไวษณพนิกาย เป็นเทวสถานที่ประดิษฐานเทวรูป พระวิษณุเทพ เทพสำคัญแห่งนิกายซึ่งเป็นเทวรูปที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช หอพระนารายณ์ อยู่ริมถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง หอพระอิศวร เป็นเทวสถานในลัทธิไศวนิกาย อยู่ตรงข้ามหอพระนารายณ์ ด้านใต้มีเสาชิงช้าซึ่งสร้างขึ้นมาใหม่แทนของเก่า สำหรับใช้ใน พิธีตรียัมปวาย ของพราหมณ์เมืองนครศรีธรรมราช แต่สำหรับ พระพิฆเนศวร์ (พระพิฆเนศ) หรือ พระคเณศ เป็นเทพองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์ และฮินดู ตามความเชื่อว่าเป็น เทพแห่งศิลปะความรู้ และความสำเร็จ ถ้าหากบูชาจะป้องกันความขัดแย้ง และชนะในอุปสรรคทั้งปวงเป็นเทพเหนือการรจนาหนังสือใดๆจึงพบว่าชาวฮินดูจะกล่าวคำกราบไหว้ พระพิฆเณศร์ เมื่อจะแต่งหนังสือ โดยเฉพาะวรรณคดีอินเดียจะไหว้ พระพิฆเณศร์ ด้วยโศลกบทแรก เนื่องเพราะพระพิฆเณศร์ เป็นเทพแห่งการชนะอุปสรรคทั้งปวง คือขจัดความขัดข้องทั้งมวล อำนวยความสำเร็จให้แก่กิจกรรมต่างๆ

ดังนั้นชาวฮินดูจึงนิยมกราบไหว้ พระพิฆเณศร์ ก่อนกระทำการใด คำกราบไหว้ พระพิฆเณศร์ หรือ พระคเณศ มีว่า

คเณศาย นมะ ขอนบน้อมแด่พระคเณศ

หฺริ โอม ศรีคณปตาย นมะ หริ โอม

ข้าพเจ้าขอนบพระคณหบดีผู้มีศรี นอกจากนี้ พระพิฆเณศร์ ยังเป็น เทพแห่งศิลปะวิทยา ทุกแขนงอีกด้วย จึงไม่เพียงแต่กรมศิลปากรจะใช้รูป พระพิฆเณศร์ เป็นตราสัญลักษณ์ เท่านั้น แต่บรรดาผู้มีอาชีพในด้านการแสดงและนักเขียน ก็นิยมบูชาพระพิฆเณศร์ เป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน พระพิฆเณศร์ มีหลายชื่อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พระคเณศ พระคณบดี คณนายก ( ผู้เป็นใหญ่ในคณะเทพ) วิฆนราช ( ผู้เป็นใหญ่ในความติดขัด) วิฆนนาศน์ ( ผู้ขจัดความขัดข้อง) กรีมุจ ( ผู้มีหน้าเป็นช้าง) เอกทันต์ ( ผู้มีงาเดียว) อาขุรถ ( ผู้ทรงหนูเป็นพาหนะ) สัพโพทร ( ผู้มีท้องย้อย) ลัมพกรรณ ( ผู้มีหูยาน) พระนามของ พระคเณศ ทั้งหลายล้วนมาจากลักษณะของพระคเณศ ทั้งสิ้น

ตำนานการกำเนิดของ " พระพิฆเณศร์" นั้น มีกล่าวกันไปต่างๆ กัน ตามแต่ละชาติจะเขียนขึ้นมา จึงมีหลายตำนานตามความเชื่อและความนับถือ และรูปลักษณ์ของ พระพิฆเณศร์ มีไปตามคติความเชื่อของแต่ละชาติ พระพิฆเณศร์ โดยปกติถือ งาช้างข้างหนึ่ง แต่ของธิเบต จีน ญี่ปุ่น จะถือ หัวผักกาดมีใบสามแฉกคล้ายตรี หรือ วชิราวุธ ของอินเดียท้องจะพลุ้ย และมีงาเดียว ส่วนของไทย ท้องไม่พลุ้ย อย่างอินเดีย และบางครั้ง มีงาครบทั้ง 2 ข้าง พระพิฆเณศร์ มีถึง 51 ปาง จึงมีรูปลักษณะท่าทางมากมาย และบางทีก็มีหลายพระหัตถ์ จึงมีสิ่งของที่ทรงถือในพระหัตถ์แตกต่างกันออกไป เช่น ถือขวาน ค้อน จักร ตรี เชือกบาศ งา ส้ม ขนมต้ม บางปางถือพิณ เรียกว่า อุฉิษฐิ นอกจากถือพิณยังทรงถือดอกบัวและทับทิมอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตามพระพิฆเณศร์ ที่เป็นรูปหล่อขนาดเล็ก ที่มีการขุดพบกันที่จังหวัด นครศรีธรรมราช ในวัดโบราณที่ร้างไปแล้ว และตามบริเวณพุทธสถาน เทวสถาน ยังคงหาหลักฐานแน่ชัดไม่ได้ว่า สร้างขึ้นเมื่อใด ใครสร้างขึ้นมา หากแต่เป็นที่นิยมของนักสะสมพระเครื่องเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาวปักษ์ใต้ และที่แปลกก็คือ ในบางองค์ที่พบ ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดตา ก็มี รูปลักษณะ เป็นรูปลอยองค์ บนพระเศียรและด้านหลังจะปรากฏเส้นอักขระตัวอุ นอกจากนั้นในบางองค์ยังมีรูป " ดอกจัน" อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของพระกรุเมืองนครศรีธรรมราชอีกด้วย ขนาดขององค์ พระพิฆเณศร์ จะเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน และจะไม่เหมือนกันทุกองค์ อาจจะคล้ายกันในบางส่วน แต่จะไม่เหมือนกันทุกอย่าง เข้าใจว่าเป็นการหล่อสร้างทีละองค์ เนื้อโลหะที่พบจะมีทั้ง เนื้อทองแดงเถื่อน เนื้อสำริด เนื้อทองดอกบวบ โดยเฉพาะ เนื้อทองแดงเถื่อน กับ เนื้อสำริด จะมีราคาการเช่าหาบูชากันสูง อยู่ที่หลักพันปลายถึงหมื่นต้นเลยทีเดียว

อย่างเช่นองค์ที่ได้นำภาพมาลงประกอบเรื่องนี้ เจ้าของคือ " โกจ้อง" สุภาพ สุนทรธีรวุฒิ แห่งร้านราชธานี จ.นครศรีธรรมราช ได้ประมูล พระพิฆเณศร์ องค์นี้มาจากงานประกวดพระฯที่ จ.ยะลา ในราคาหลายหมื่นบาททีเดียว นับเป็น พระพิฆเณศร์ ที่มีความสวยงามอลังการในพิมพ์ทรง และเนื้อหามวลสารจัด ทำให้ง่ายต่อการพิจารณา ด้วยประสบการณ์บวกกับความเชื่อของผู้ที่มี " พระพิฆเนศวร์" ไว้สักการะบูชา ที่ล้วนมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองและขจัดอุปสรรคได้ทั้งหลายทั้งปวง จึงทำให้มีผู้นิยมแสวงหา "พระพิฆเณศร์" กันมาก

อย่างไรก็ตาม...ท่านที่สนใจอยากได้ " พระพิฆเณศร์" กรุเมืองนครศรีธรรมราช...โปรดระวัง "ของปลอม" ไว้ด้วย เพราะมีออกมาหลากหลายฝีมือด้วยกัน

________________________________________

ขอขอบคุณ

www.chamailocal.com/budha.html