SRIVIJAYA

พุทธวิหารโบโรบุดุร์

พุทธวิหารโบโรบุดุร์ หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกว่า "บรมพุทโธ"ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย เป็นพุทธวิหารที่มหึมา นับว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์แห่งหนึ่งของโลกได้ รูปทรงคล้ายกับพุทธวิหารที่พุทธคยาแต่กดให้แบนลง ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สูง ๔๒ เมตร มีขนาดรวม ๑๒๓ ตารางเมตร ตอนหลังได้ถูกฟ้าผ่าและภูเขาไฟระเบิด ทำให้ความสูงลดลงเหลือเพียง ๓๑.๕ เมตร ถ้าดูจากข้างบนมีลักษณะคล้ายดอกบัวบานขนาดใหญ่ หินที่ใช้ก่อสร้างและสลักเป็นหินที่ได้จากลาวาภูเขาไฟประมาณ ๕๕,๐๐๐ ตารางเมตร

โบโรบุดุร์เป็นพุทธสถานฝ่ายมหายาน ทำเป็นชั้น ๆ รวม ๑๐ ชั้น เรียกว่า ทศภูมิ หรือ ๑๐ ภูมิ ได้แก่ ๑. ประมุทิตา ๒. วิมลา ๓. ประภาการี ๔. อรจิสมตี ๕. สุทุรชัย ๖. อภิมุขี ๗. ทุรังคมา ๘. อจละ ๙. สาธุมติ ๑๐. ธรรมเมฆ และแบ่งเป็น ภพ ๓ หรือ ธาตุ ๓ ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ และ อรูปธาตุ

๑. กามธาตุ เป็นชั้นต่ำสุด เป็นโลกแห่งกามารมณ์ของมนุษย์ที่ยังมีความรู้สึกในทางที่เป็นอกุศลอยู่มาก ประกอบด้วย ภูมิ ๓ คือ ประมุทิตา วิมลา และประภาการี กามธาตุนับว่าเป็นฐานที่เป็นโครงร่างของโบโรบุดุร์

๒. รูปธาตุ เป็นชั้นกลาง เป็นโลกของมนุษย์ที่สามารถควบคุมความรู้สึกฝ่ายต่ำที่เป็นอกุศลได้ และมีจิตไปในทางกุศลมากขึ้น แต่ก็ยังติดอยู่ในกิเลสอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่ ประกอบด้วย ภูมิ ๔ คือ อรจิสมตี สุทุรชัย อภิมุขี และ ทุรังคมา หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ชั้นแห่งชีวิตของมนุษย์ที่เปลื้องตัวเองจากกามารมณ์ได้ แต่ยังติดอยู่ในรูป หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็ว่า "กามธาตุ" เป็นสวรรค์ในโลกของกามารมณ์ ส่วนรูปธาตุ หมายถึง สวรรค์ชั้นรูปพรหม

๓. อรูปธาตุ เป็นชั้นสูงสุด เป็นโลกของมนุษย์ที่มิได้ยึดติดกับความต้องการทางเนื้อหนังมังสาหรือทางโลกีย์อีกแล้ว ประกอบด้วยภูมิ ๓ คือ อจละ สาธุมติ และธรรมเมฆ หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ชั้นที่มนุษย์ไม่ยึดติดในรูปอีกต่อไปแล้ว เป็นสวรรค์ชั้นอรูปพรหม

คำว่า "โบโรบุดุร์" นี้ ศาสตราจารย์ Purabatjaroko ซึ่งเป็นนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งสันนิษฐานว่า เป็นคำผสมระหว่าง "บะระ" กับ "บุดุร" คำว่า "บะระ" เพี้ยนมาจากคำบาลีและสันสกฤตว่า "วิหาร" จาก "วิหาร" แผลงเป็น "พิหาร" ออกเสียงตามแบบบาลีและสันสกฤตเป็น "บิ - หาร" และจาก "พิหาร" ก็กลายมาเป็น "เบีย - ระ" ส่วนคำว่า "บุดุร" เป็นชื่อของหมู่บ้านทางทิศใต้ของพุทธวิหารโบโรบุดุร์ ดังนั้นคำว่า "โบโรบุดุร์" จึงหมายความว่า "วิหารที่ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านบุดุร์"

ส่วน ดร. กรอม (Krom) กล่าวว่า "โบโรบุดุร์" มาจากคำว่า "ปะระ + พุทธ" ดร. สตัทเตอไฮม์ (Statterheim) สันนิษฐานว่า "บุดุร" มาจากคำว่า "บุดิว" (Budue) ในภาษามีนังกะบัว (Minangebau) แปลว่า "เด่น, ยื่นออกมา" ฉะนั้น "โบโรบุดุร์" จึงควรแปลว่า "วิหารที่เด่นอยู่บนยอดเขา" สำหรับข้าพเจ้าเองคิดว่า คำว่า "โบโรบุดุร์" น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "ปรมะ + พุทธ" ซึ่งหมายถึง "พุทธ(วิหาร) ที่ยิ่งใหญ่" มากกว่า

พุทธวิหารโบโรบุดุร์ จึงเป็นพุทธวิหารที่มีทั้งความสวยสง่างามและมีปรัชญาทางพระพุทธศาสนาแบบมหายานแฝงอยู่มาก ควรแก่การศึกษาให้ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง.

จากบทความของอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต ๘ กันยายน ๒๕๓๖


อาณาจักรตามพรลิงค์ แห่งนี้นับเป็นอาณาจักรเก่าแก่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีเมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช)เป็นศูนย์กลางอาณาจักร ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗ นั้น ในระยะแรกเมืองตามพรลิงค์แห่งนี้ได้ตกอยู่ในอำนาจการปกครองของอาณาจักรฟูนันและอาณาจักรศรีวิชัย ภายหลังเมืองแห่งนี้ได้มีความสำคัญขึ้นตามลำดับจนในพุทธศตวรรษที่ ๑๓ เมืองตามพรลิงค์จึงได้ขยายอำนาจขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองเมืองต่างๆในดินแดนทางภาคใต้ ในที่สุดได้สร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ขึ้นในพุทธศตวรรษที่๑๔-๑๕

อาณาจักรแห่งนี้สามารถขยายอาณาเขตปกครองตั้งแต่เมืองปัตตานีและหัวเมืองทางภาคใต้เกือบทั้งหมด ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อาณาจักรตามพรลิงค์หรือเมืองนครศรีธรรมราชได้เสื่อมอำนาจลงและตกอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาในที่สุด

เมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช)แห่งนี้ ภายหลังได้พบว่ามีโบราณสถานของศาสนาพราหมณ์อยู่บนเขาคา ตำบลสำเภา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้เกิดหลักฐานใหม่ว่า ศาสนาพราหมณ์นั้นได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่และตั้งแหล่งพราหมณ์ขึ้นในดินแดนแถบนี้ก่อนที่จะเข้าไปมีบทบาทในดินแดนสุวรณภูมิต่อไป

เทวสถานบนยอดเขาคาที่เกิดขึ้นได้ต้องมีชุมชนโบราณอยู่ด้วย และพื้นที่สำคัญนี้จากการสำรวจพบว่า มีแนวสันทรายนครศรีธรรมราช(คือสันทรายสิชล-ท่าศาลา)ทอดยาวจากทิศเหนือลงมาทางทิศใต้ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร มีอายุอยู่ในสมัยโฮโลซีน คืออายุราว ๕๐๐๐-๖๐๐๐ ปีลงมา ส่วนชุมชนที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นน่าจะอยู่แถวบริเวณแนวเทือกเขานครศรีธรรมราชด้านทิศตะวันตก อันเป็นแหล่งต้นน้ำของคลองหลายสายที่ไหลเกือบเป็นเส้นตรงจากทิศตะวันตกออกไปสู่ทะเลด้านทิศตะวันออก ตอนกลางนั้นมีบริเวณที่ราบเชิงเขาและที่ราบนริมลำน้ำที่มีสภาพพื้นที่สูงกว่าบริเวณสันทรายใกล้ชายฝั่ง การทับถมของตะกอนดินในแม่น้ำและความชุ่มชื้นของลมมรสมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดมาจากทะเลนั้น ได้ทำให้บริเวณที่ราบกว้างใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าบริเวณอื่น เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรมเลี้ยงชุมชนที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งยังได้อาศัยลำน้ำเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อไปยังพื้นที่ตอนในกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้วย

บริเวณนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นแหล่งชุมชนของมนุษย์ในยุคนั้น และได้มีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวอินเดีย มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ชุมชนโบราณนี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเขาคาและบริเวณวัดเบิกเขาพรง สำรวจพบเครื่องมือขวานหินขัด เครื่องมือของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุประมาณ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ปี พบแหล่งโบราณคดีจำนวนมากกระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำในเขตอำเภอสิชล และหนาแน่นอยู่ในท้องที่ตำบลเสาเภา ตำบลฉลอง ตำบลเทพราช ชุมชนมนุษย์ที่เขาคา-สิชลเหล่านี้ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและสร้างวัฒนธรรมของตนเองสืบทอดต่อมาจนถึงยุคเริ่มประวัติศาสตร์ มาจนได้มีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวอินเดีย

ด้วยเหตุนี้ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐-๑๘ บริเวณนี้จึงมีวัฒนธรรมและคติความเชื่อทางศาสนาของอินเดียเข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้โดยพ่อค้าและพราหมณ์เป็นผู้นำข้ามาเผยแพร่ นับเป็นแหล่งอารยธรรมของอินเดียที่เกิดเป็นแห่งแรก(ที่สำรวจพบ)ในบริเวณดังกล่าว จากการสำรวจได้พบว่าแหล่งโบราณวัตถุและโบราณสถานเหล่านั้นเป็นเทวสถาน ที่แสดงถึงคติความเชื่อในลัทธิไศวนิกาย ซึ่งมีพระศิวะเป็นเทพเจ้า

ในพุทธศตวรรษที่๑๒-๑๔นั้น ศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายมีความเจริญมาก พบหลักฐานว่าชุมชนโบราณที่อยู่ในบริเวณนี้ได้ขยายตัวลงไปทางตอนใต้ตลอดแนวลำน้ำเช่น ชุมชนวัดนาขอมที่ร้างอยู่ บริเวณนี้ได้พบว่ามีการตั้งเทวาลัยเป็นจำนวนมากทั้งที่อยู่บนเนินเขาและที่ราบ ขณะนั้นพุทธสถานของชุมชนชาวพุทธได้เกิดขึ้นอยู่บริเวณที่ราบเท่านั้น

ดังนั้นเขาคาจึงเป็นเขาที่ถูกเลือกสำหรับสร้างเทวสถานเพื่อเป็นเทวาลัยแห่งพระศิวะเทพ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย คือใช้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานศิวะลึงค์ตามคัมภีร์ศิวปุราณะ ก็เห็นจะต้องศึกษาทำเลของเทวสถานที่เป็นสำคัญต้นแบบศาสนาพราหมณ์ในไทยแห่งนี้เสียก่อน

เขาคา นี้เป็นเขาลูกโดด ยาวประมาณ ๘๕๐ เมตร กว้างประมาณ ๓๐๐ เมตร ยอดเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๗๒ เมตร เชิงเขาด้านใต้มีลักษณะเรียวกว่าด้านเหนือเล็กน้อย บนยอดเขามีเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ตั้งอยู่ ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๕๐ เมตรมีแม่น้ำไหลผ่านเขาคาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศเหนือ คือ คลองท่าทน มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหลวง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญญลักษณ์ที่ใช้แทนเขาพระสุเมร์ตามอย่างภูเขาหิมาลัยในอินเดีย เขาคาจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์และเป็นที่อยู่อาศัยของพราหมณ์ ซึ่งพบร่องรอยอาคารสถาปัตยกรรมตามแนวสันเขารวมทั้งหมด ๔ แห่ง สระน้ำ ๓ แห่ง และมีโบราณสถานที่ดัดแปลงจากสภาพแวดล้อมธรรมชาติอยู่สุดเนินเขาทางด้านเหนืออีก ๑ แห่ง เชื่อว่าเป็นชุมชนของชาวบ้านที่อยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่ราบรอบเขาคา ด้วยพบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นจำนวนมาก เช่น เนินโบราณสถาน สระน้ำโบราณ พบศิวลึงค์ และชิ้นส่วนของสถาปัตยกรรม เช่น ฐานเสา ธรณีประตู กรอบประตู เป็นต้น เขาคานี้มีสองยอด ยอดหนึ่งมีลักษณะเป็นเนินเขาบนตะพักเขาที่สูง ๗๐ เมตร ยอดทางเหนือสูงประมาณ ๑๙๔ เมตร ทั้งสองยอดนี้มีโบราณสถานอยู่เรียงรายตามสันเขา โบราณสถานบนเขามี ๕ หลัง พบว่ามีบ่อรูปสี่เหลี่ยมทำบ่อน้ำมนต์ และท่อโสมสูตรในอาคารหลังใหญ่ กว้าง ๑๗ เมตร

ลักษณะของศิวลึงค์ตามคัมภีร์ปุราณะที่พบอยู่บนเขาคานั้น ส่วนล่างสุดเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสหมายถึง พรหมภาค ตรงกลางศิวลึงค์นั้นเป็นรูปแปดเหลี่ยมหมายถึง วิษณุภาค และสุดบนสุดของศิวลึงค์เป็นรูปกลมมน หมายถึง รุทรภาค นอกจากศิวลึงค์แล้วยังพบฐานโยนีเป็นจำนวนมาก มีฐานหนา ๙-๑๒ เซนติเมตร มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔

เทวสถานนี้แม้จะสร้างเป็นเทพเจ้าของลัทธิไศวนิกายแล้ว ยังพบว่ามีการประดิษฐานไวษณพนิกายควบคู่ไปด้วยกัน ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ ได้พบว่ามีร่องรอยหลักฐานของชุมชนชาวพุทธฝ่ายมหายานเข้ามาตั้งหลักฐานอยู่ใกล้ๆแหล่งที่เคยเป็นเทวสถานของศาสนาพราหณ์แห่งนี้ กลุ่มชาวพุทธได้ทำการดัดแปลงเทวสถานของพราหมณ์เป็นพุทธสถานแทน

บริเวณแหล่งศาสนาพราหมณ์แห่งนี้ เมื่ออาณาจักรตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช)เจริญรุ่งเรืองขึ้น ผู้คนที่ชุมชนแห่งนี้จึงพากันอพยพไปอยู่ที่ศูนย์กลางแห่งใหม่

วิทยาการต่างๆของพราหมณ์อินเดียที่ถูกถ่ายทอดสู่ชุมชนนั้น ต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย โดยเฉพาะ วิชาโหราศาสตร์ และคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์

อาณาจักรตามพรลิงค์จึงกลายเป็นแหล่งอารยธรรมของอินเดียโบราณที่บรรดาพ่อค้าและพราหมณ์ได้เดินทางเข้ามาครั้งแรก ก่อนที่จะมีคณะสมณฑูตจากพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งอินเดียได้นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเข้ามาประกาศเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิและได้มีการเจดีย์ขนาดใหญ่ขึ้นที่เมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช)และพระปฐมเจดีย์(เมืองนครปฐม)เป็นหลักฐาน

แหล่งที่มา http://www.geocities.com/siam_discovery/history.html#


นครรัฐต่างๆ กับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย

เส้นทางการค้าของนครรัฐที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียมักจะอาศัยแม่น้ำเป็นทางสัญจรทางน้ำ ดังเช่นการเดินเรือไปสู่ทางภาคตะวันตกของประเทศไทยเพื่อออกทะเลอันดามันและอ่าวเมาะตะมะ จำต้องใช้แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำตะนาวศรีและแม่น้ำเพชรบุรี ส่วนทางตะวันออกผู้เดินทางจำต้องใช้แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำชีและแม่น้ำมูล แม่น้ำโขงเพื่อเดินทางออกทะเลจีนใต้ ส่วนทางใต้ก็มีแม่น้ำหลายสายในคาบสมุทรซึ่งเชื่อมต่ออ่าวเบงกอลเข้ากับอ่าวไทยได้แก่ แม่น้ำตะกั่วป่าซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำตาปี และแม่น้ำสุไหงมูดาในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำปัตตานี เป็นต้น

พ่อค้าชาวอินเดียคงจะเป็นพ่อค้าคนกลางที่ซื้อผลิตผลพื้นเมืองจากชนพื้นเมืองแล้วส่งไปขายให้แก่ประเทศในแถบตะวันตก พ่อค้าชาวอินเดียใช้เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่สามารถบรรทุกลูกเรือได้จำนวนมาก สินค้าที่เป็นที่ต้องการของพ่อค้าอินเดียได้แก่สินค้าชนิดฟุ่มเฟือย เช่น ไข่มุก น้ำหอม และนอแรด และนำสินค้าแปลกๆ จากตะวันตก เช่น ตะเกียงที่ทำด้วยแก้วและทองเหลืองของอาณาจักรโรมัน

ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา พวกอินเดียซึ่งมีการรวมตัวทางสังคมที่ก้าวหน้ากว่าสังคมพื้นเมืองและมีทักษะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ได้ถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้แก่ชาวพื้นเมืองโดยเฉพาะการค้าขาย การปกครองและระบบทางสังคม และในช่วงระยะเวลานี้นครรัฐที่ตั้งอยู่บนเส้นทางข้ามคาบสมุทรเจริญรุ่งเรืองมากกว่านครรัฐอื่นๆ เนื่องจากสามารถรวบรวมสินค้าส่งไปขายยังท้องถิ่นอื่นและยังสามารถควบคุมการเดินเรือในแม่น้ำของแผ่นดินที่ไหลออกสู่ทะเลได้

จากหลักฐานเอกสารจีนได้ระบุว่าในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 8 คาบสมุทรแห่งนี้เป็นที่ตั้งของอาณาจักรมากกว่า 10 แห่งในจำนวนนี้มีนครรัฐดันซุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนัน เป็นนครรัฐที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะอาจจะตั้งคร่อมอยู่เหนือคอคอดกระ ดันซุน เป็นนิคมชาวอินเดียขนาดใหญ่แห่งหนึ่งประกอบด้วยครอบครัวพ่อค้า 500 ครอบครัว และมีพราหมณ์อาศัยอยู่มากกว่า 1,000 คน รัฐที่ร่วมสมัยกับดันซุน คือ จินหลิน หรือ "แผ่นดินแห่งทองคำ" ซึ่งอาจจะตั้งอยู่บนชายฝั่งตอนเหนือของอ่าวไทยก็ได้

จดหมายเหตุจีนในพุทธศตวรรษที่ 10-11 ได้กล่าวถึงสภาพสังคมของอาณาจักรดันชุนไว้ว่า "... เมื่อประชาชนในอาณาจักรนี้เจ็บป่วย เขาก็แสดงความปรารถนาที่จะปลงศพของเขากับนก คนอื่นๆจึงนำเขาออกมานอกเมืองพร้อมกับมีคนร้องเพลงและฟ้อนรำ และจะมีนกมาจิกกินผู้เจ็บป่วยเหล่านั้น กระดูกที่เหลือจะเผาใส่ไหและนำไปทิ้งทะเล ถ้านกไม่กิน เขาก็จะเอาผู้เจ็บป่วยเหล่านั้นยัดใส่ตะกร้า สำหรับผู้ที่จะต้องการปลงศพด้วยไฟ ก็จะโจนเข้ากองไฟด้วยตนเอง เถ้าถ่านจะเก็บใสโถและฝังดินไว้ ต่อจากนั้นจึงมีการบำพ็ญกุศลไปให้โดยไม่มีกำหนด..."

ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 10 บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของต้นอ่าวไทย อาจจะตกอยู่ใต้อำนาจของนครรัฐพันพันและนครรัฐลังยาสูก็ได้ เมืองพันพันนี้อาจตั้งอยู่บนเส้นการเดินทางและเส้นทางการค้าของอาณาจักรฟูนัน ดังได้ค้นพบหลักฐานทางโบราณวัตถุจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับที่ค้นพบที่เมืองออกแก้วของอาณาจักรฟูนัน และที่นครรัฐพันพันได้ปรากฏเรื่องราวของพราหมณ์ชาวอินเดียชื่อ โกณฑินยะ ที่ได้ยินคำสั่งจากเทวดาให้ไปครอบครองอาณาจักรฟูนัน โกณฑินยะจึงลงเรือแล่นไปยังฟูนัน ที่บันทึกอยู่ในจดหมายเหตุจีนและ เป็นข้อยืนยันว่าในตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 11 ชาวอินเดียยังคงสามารถแสวงหาชื่อเสียงและเงินทองได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยังคงมีความสัมพันธ์กับบ้านเกิดเมืองนอนของตน

ในเอกสารจีนในประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ได้กล่าวถึงนครรัฐพันพันไว้ว่า " ...ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งทะเล ชนชาติป่าเถื่อนเหล่านี้ไม่รู้จักก่อกำแพงสำหรับป้องกัน คงใช้แต่เพียงรั้วไม้เท่านั้น พระราชาประทับแบบครึ่งบรรทมอยู่เหนือเตียงทองรูปมังกร ขุนนางผู้ใหญ่ต้องคุกเข่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ลำตัวตรงและไขว้มือทั้งสองอยู่บนบ่า ณ ราชสำนัก มีพราหมณ์ชาวอินเดียมาอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ก็เพื่อมารับพระกรุณาและความโปรดปรานของพระราชา... ลูกศรที่ใช้กันอยู่ในอาณาจักรพันพันมีปลายแหลมทำด้วยหินแข็งมาก หอกก็มีใบหอกทำด้วยเหล็กแหลมและมีคมทั้งสองข้าง ในประเทศนี้มีสำนักสงฆ์และภิกษุณีอยู่ 10 แห่ง ท่านเหล่านี้ศึกษาคัมภีร์ในพุทธศาสนา ฉันเนื้อแต่ไม่ดื่มเหล้า นอกจากนี้ยังมีสำนักนักบวชในศาสนาเต๋าอีก ศีลของนักบวชจำพวกหลังนี้เข้มงวดยิ่งกว่าจำพวกแรก คือไม่ฉันทั้งเนื้อและไม่ดื่มเหล้า..."

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงนครรัฐลังยาสูที่มีอาณาเขตติดต่อกับนครรัฐพันพันไว้ว่า " ...ประชาชนทั้งชายและหญิงสยายผมยาวและสวมเสื้อไม่มีแขนทำด้วยผ้ากันมัน อันทอด้วยผ้ากิเป พระราชาและขุนนางในราชอาณาจักรมีผ้าสีแดงรุ่งอรุณคลุมอยู่ข้างบนหลังอีกชั้นหนึ่ง ผ้านี้คลุมอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง ทั้งพระราชาและขุนนางต่างก็คาดเข็มขัดทอด้วยเชือกทอง และสวมต่างหูทองเป็นวงกลม สตรีแต่งกายด้วยผ้าห่มอย่างสวยงามประดับเพชรพลอย กำแพงในประเทศนี่ก่อด้วยอิฐ มีบ้านซึ่งมีบานประตู 2 บานและมีพลับพลาตั้งอยู่บนลาน เมื่อพระราชาเสด็จออกจากพระราชวัง พระองค์ทรงช้าง มีกลดสีขาวกั้น มีกลองและธงนำหน้า มีทหารซึ่งมีท่าทางดุร้ายแวดล้อม..."

อิทธิพลทางรูปแบบของพุทธศิลป์อินเดียที่มีผลต่อการสร้างพระพุทธรูปในประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ รูปแบบของพุทธศิลป์แบบคุปตะจากเมืองสารนาถทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ตัวอย่างของพระพุทธรูปในรูปแบบนี้ได้แก่พระพุทธรูปที่ทำด้วยหินทรายค้นพบที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพระพิมพ์ดินเผาค้นพบที่ถ้ำขนาบน้ำ ในอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ที่อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รูปแบบของพระพุทธรูปอินเดียแบบคุปตะสกุลช่างสารนาถขยายออกสู่โพ้นทะเล เพราะพระพิมพ์มักสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่มีราคาถูก จนสามารถสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากและนำพกติดตัวไปเผยแพร่ตามพื้นที่ต่างๆ ได้

รูปแบบของพระพุทธรูปทั้งสององค์ดังกล่าวนี้ เป็นพระพุทธรูปยืน พระหัตถ์ขวาอยู่ในปางประทานพร ส่วนพระหัตถ์ซ้ายทรงถือชายจีวรไว้ในระดับพระอังสา พระพุทธรูปทั้งสองพระองค์นี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศิลปะอินเดียสกุลช่างสารนาถซึ่งเห็นได้จากรูปแบบของจีวรที่บางแนบพระองค์ จนทำให้สามารถเห็นองค์พระที่เรียบเกลี้ยง

น่าสังเกตว่าพระพุทธรูปในรูปแบบของสกุลช่างอมราวดีในลุ่มแม่น้ำกฤษณา ประเทศอินเดีย จะไม่ส่งอิทธิพลเท่าใดต่อรูปแบบของพระพุทธรูปในประเทศไทยในระยะเวลาต่อมา พระพุทธรูปเหล่านี้มักทำด้วยสำริด ครองจีวรเป็นริ้วเฉียงคลุมพระองสาซ้าย ขอบของจีวรด้านล่างจะยกขึ้นมาจากพระเพลาขวาพาดผ่านข้อพระกรซ้ายซึ่งยกขึ้นในระดับบั้นพระองค์ ตัวอย่างของพระพุทธรูปที่สมบูรณ์ได้แก่ พระพุทธรูปที่อำเภอสุไหงโกลก ในจังหวัดนราธิวาสอาจสร้างขึ้นในพุทธศาสนานิกายมหาสังฆิกะที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในลุ่มแม่น้ำกฤษณาในช่วงระยะเวลานั้น

---------------

แหล่งที่มา ผู้เขียน

ดร.สุธา ลีนะวัต

อาจารย์ กฤษณา พรพิบูลย์


edit @ 2006/04/16 22:51:18